เรื่องเล่าครูบ้านนอก ตอนที่2

๒.“ความกล้า ภายในใจ”

ความกล้าหาญ  

บ้านเมืองทุกวันมีข่าวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่าวสังคมบ้าง ข่าวการเมืองเอย ข่าวบันเทิงก็มี แต่ข่าวที่ ไม่ดีสำหรับฉันเลย คือข่าวก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ฉันไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ต้องการอะไร ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ฉันไม่รู้แม้กระทั้งเขาหน้าตาเป็นยังไง แต่ฉันอยากจะถามพวกเขาว่า คุณ ฆ่า ครู ฉันทำไม …..?? ฉันรู้ว่าเด็กที่นั่นก็อยากถามแบบฉันเช่นกัน

ตอน6 ขวบ ฉันยอมรับว่าฉันยังเด็กมากในตอนนั้น แต่ตอนนี้ฉันก็อายุสองหลักแล้ว ฉันวางแผนชีวิตไว้ดิบดี วางอนาคตเอาไว้เสร็จสรรพ แรกๆฉันก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าฉันอยากจะเรียนต่อในสายอาชีพครู แต่สุดท้ายไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจฉันให้อยากเรียนครู คงเป็นเพราะฉันเข้าใจความรู้สึกของครูว่า เมื่อตนมีศิษย์ไม่ใช่เกิดแค่ความภูมิใจแต่เรายังเหมือนมีลูก มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชีวิตเด็กๆมากมายมหาศาล ที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นใครไม่รู้มาอยู่ในกำมือเรา และยิ้มได้ในวันที่พายเรือพาศิษย์ส่งถึงฝั่งอย่างที่ตั้งใจ คงเป็นเพราะฉันเข้าใจเด็กว่า มีเด็กกลุ่มหนึ่งต้องการ ครู รอคอย ครู เพื่อที่เขาจะได้รับความรู้ ได้รับวิชามาต่อยอดชีวิต ซึ่งน่าเศร้าที่เด็กลุ่มนั้นไม่ได้เรียนเพราะมีแค่ไม่กี่เหตุผล คือไม่มีครู และไม่มีเงิน

ฉันวางแผนชีวิตว่าฉันต้องไปสอบคณะครุศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ปัตตานีให้ได้ และเมื่อเรียนจบฉันต้องไปสอนที่ไหนสักทีที่มันกันดานจริงๆ ไม่มีครูเข้าถึงมานาน ฉันตั้งเอาไว้สองที่หลักๆคือบนดอย และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉันคิดไว้ตลอดว่าฉันจะขอเป็นครูอุทิศตนสอนเด็กที่ๆไม่มีโอกาส แม้ไม่มีเงินเดือนก็ยอม ในตอนนั้นยอมรับว่า ภาพที่ฉันร่างเอาไว้ ฉันลืมใส่อะไรบางอย่างลงไป….ฉันลืมนึกถึงครอบครัวของฉัน …..

ฉันลองปรึกษากับครอบครัวเรื่องขอเรียนต่อที่ปัตตานี ประโยคหนึ่งที่ผู้มีพระคุณของฉันได้กล่าวกับฉัน มันอาจจะไม่ใช่ประโยคบอกเล่าทั่วๆไป มันไม่ใช่ประโยคคำสั่ง แต่ดูเหมือนจะเป็นประโยคขอร้อง

พ่อ: “พ่อให้ลูกเรียนอะไรก็ได้ แต่พ่อขอได้ไหมที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่สามชายแดน”

ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าภาพที่วาดไว้ โดนฉีกออกเป็นชิ้นๆ ยากที่จะต่อกลับมาใหม่ ยากที่ใครจะเข้าใจถึงภาพวาดนั้น ฉันไม่ได้นึกถึงครอบครัว ฉันนึกในใจแค่ว่า “คนเราทำอะไร อยู่ที่ไหน หากถึงคราของชีวิต ก็ต้องตายกันทุกคน” จนวันหนึ่งฉันได้พูดคุยกับครูท่านหนึ่ง มีประโยคหนึ่งที่ฉุดฉันเอาไว้

“คงไม่อยากมีพ่อ แม่คนไหนเห็นลูกตายก่อนตัวเอง ใช่ไหม และคงไม่มีพ่อแม่คนไหนนอนหลับสบายเมื่อลูกต้องห่างจากอก” ฉันจึงเข้าใจว่าฉันควรจะหยุดเรื่องนี้ไว้สักพัก และที่สำคัญก่อนจะทำอะไรฉันควรนึกถึงครอบครัวเป็นหลัก และการเรียนในที่ที่ใกล้กับบ้านเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ฉันหยุดเรื่องนี้มาประมาณปีกว่าๆ จนมีวันหนึ่งที่ฉันพยายามหาโรงเรียนที่ขาดแคลน ละแวก มหาวิทยาลัยของฉัน ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อที่จะเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนในการขอเข้าสอนน้องๆ และที่สุดความฝันมันก็ไม่ไกลเกินความพยายาม ฉันมีโอกาสได้สอนในโรงเรียนประถมแห่งนี้ ฉันมีความสุขมากอย่างบอกไม่ถูก เด็กๆกลุ่มนี้สอนอะไรมากมายแก่ฉัน

จนกระทั้งฉันปิดภาคเรียน การปิดภาคเรียนเป็นอะไรที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับฉัน เพราะฉันต้องอยู่บ้านคนเดียว ก็ได้แต่นั่งเฝ้าบ้านไปแต่ละวัน หยิบหนังสือถือๆวางๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการนั่งดูทีวี ประมาณ5นาทีแล้วก็ปิด มีวันหนึ่งที่ฉันเปิดเข้าเว็บไซต์หนึ่ง ฉันเจอกับโครงการหนึ่งซึ่งเป็นค่ายอาสาของ มูลนิธิกระจกเงา ฉันรีบคลิกเข้าไปอ่านลายละเอียดโครงการทันที ศึกษาว่ามูลนิธิทำงานอย่างไร ถ้าต้องการ สมัครต้องทำยังไง ฉันไม่รีรอรีบคัดลอกลายละเอียดไว้และโทรติดต่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่มูลนิธิในการ สมัคร ฉันเข้ากรอกข้อมูลและประวัติเรียบร้อยรอแค่การยืนยันสิทธิ์ ทุกอย่างดูเหมือนราบรื่นดี ……. แต่ก็ไม่เสมอไปสินะ

รู้กันดีว่าครอบครัวฉันพ่อและแม่ออกจะหัวโบราณไปนิดทั้งที่ท่านก็อายุอานามไม่ได้มากมายเท่าไหร่ แต่เวลาฉันจะไปไหนหรือทำอะไร ฉันต้องบอกทางบ้านก่อนล่วงหน้าและขอตั้งเอาไว้ประมาณสองอาทิตย์ก่อนไป และบางครั้งฉันก็ไม่กล้าขอ เลยไม่ค่อยจะได้ไปเที่ยวหรือไปในที่ไกลๆแบบคนอื่นๆเขา (จะ ว่าไปที่ใกล้ๆฉันก็ยังไม่ได้เหยียบ) ครั้งนี้ฉันก็รู้อีกว่ามันคืองานหินที่ฉันจะต้องขอพ่อและแม่ไปค่ายอาสานี้  เพราะค่ายดันจัดในที่ที่ไกลมาก นั่นก็คือ จังหวัดเชียงใหม่ ฉันคิดในใจขนาดฉันขอพ่อออกไปนอกบ้านแค่  ไม่กี่กิโลยังยากเลย แล้วรอบนี้ฉันขอไปเชียงใหม่ ฉันฝันไกลไปมั๊ย?? ฉันก็ได้แต่ภาวนาให้พ่อและแม่เข้าใจฉัน  

มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ เอาเป็นว่าฉันขอพาเข้าห้องสนทนาเล็กๆของฉันอีกครั้ง   

ฉัน:“แม่คะ ถ้าฉันจะขอไปค่ายอาสาของมูลนิธิกระจกเงาเดือนหน้าได้หรือเปล่าคะ”

แม่: “เขาจัดที่ไหนละ ลองขอพ่อสิ” น้ำเสียงของแม่พูดด้วยความไม่อยากให้ไป

ฉัน: ไม่รอช้าฉันจึงรีบพูดๆ บรรยายอย่างนั้น อย่างนี้ นึกอะไรได้ก็บอกแม่หมด และคำสุดท้ายที่ฉันพูดก็คือ “ค่ายจัดที่เชียงใหม่ต้องนั่งรถเดินทางไปเจอกันที่เชียงใหม่เองนะแม่”

แม่: ….ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากแม่เลยสักนิด

ฉัน: “ฉันสมัครตั้งไว้แล้วนะ แม่ให้ไปหรือเปล่า”

แม่: “คิดว่ามันสนุกเหรอ ไม่มีไฟใช้ ไปในที่กันดาน มันลำบากนะ รับไหวเหรอ มันไม่สนุกแบบที่คิดไว้หรอก จะกินอยู่แบบเขาได้เหรอ ขนาดผักยังกินไม่ได้”

ฉัน: เพราะความรู้สึกน้อยใจฉันจึงรีบพูดขึ้นมาว่า “ก็เพราะรู้ไงว่ามันไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอะไรสักอย่าง      ฉันถึงอยากไป เพราะมันกันดานไงฉันถึงอยากจะไปที่นั้น”

สุดท้ายก็ได้ความเงียบกลับมา ฉันไม่เคยโกรธทางบ้านที่ไม่ให้ฉันไปเที่ยวไหนต่อไหน หรือไปในที่ไกลๆ เพราะฉันรู้ว่าทางบ้านมีเหตุผลอย่างไร แต่ครั้งนี้ฉันคงวางมือไม่ได้จริงๆ เพราะฉันถลำลงไปลึกถึงแกนความหวังมากแล้ว ฉันหวังกับค่ายนี้ไว้มาก และฉันก็จะไม่ทิ้งความพยายามง่ายๆ

ครอบครัวของฉันนอกจากจะมีพ่อ แม่ น้อง แล้ว ยังมีบุคคลอีกคนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั้นคือป้าจะพูดว่าป้าคือแม่คนที่สองของฉันก็ได้ ซึ่งตรงข้ามกับแม่มาก ป้าเป็นคนชอบให้ทำอะไรลุยๆ ชอบให้ทำกิจกรรม ชอบให้ทำอะไรด้วยตัวเอง บ่อยครั้งที่ฉันจะต้องไปไหนไกลๆแบบเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ฉันก็ให้ป้าเป็นคนพูดกับแม่ และครั้งนี้ฉันก็คิดแบบนั้น

ฉันรีบติดต่อป้า ส่งเว็บไซต์โครงการไปให้ป้าดู และพิมพ์ข้อความสั้นๆแค่ว่า “ฉันขออนุญาตไปค่ายนี้ได้ไหมคะ”  การรอคอยการตอบกลับครั้งนี้เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากกว่าที่เคยเพราะมันไม่เหมือนกับทุกครั้ง ฉันรอป้าตอบกลับอยู่ประมาณ 1 วัน และฉันก็ได้คำตอบจากป้าที่ทำให้หัวใจฉันพองโต เมื่อป้าบอกว่าป้าให้ไป และจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายครั้งนี้เอง

ฉันรีบบอกแม่ อวดแม่ใหญ่ และแม่ก็ขัดไม่ได้เพราะป้าเป็นคนอนุมัติโดยเป็นธรรม ฉันได้แต่ขำเพียงในใจว่าในที่สุดฉันก็ได้ไป ทำไมป้าอนุญาตแล้วฉันถึงได้ไปนะเหรอ ก็เพราะว่าป้าคือผู้มีพระคุณที่ช่วยส่งให้ฉันเรียนเช่นกัน แม่จึงเกรงใจป้าในบ่อยครั้ง

ในที่สุดความกล้าหาญที่ฉันจะพูด และกล้าที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างก็ทำให้ฉันกลับได้พบกับคำตอบที่ดี..

ติดตามตอนต่อไป….

ใส่ความเห็น

scroll to top