Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the give domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/bannokco/domains/bannok.com/public_html/volunteers/wp-includes/functions.php on line 6114

Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the newsplus domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/bannokco/domains/bannok.com/public_html/volunteers/wp-includes/functions.php on line 6114
ล่องนาวาไปตามธาราสาละวิน ⋆ ครูบ้านนอก ครูอาสา รับสมัคร กลุ่มคนจิตใจอาสา

ล่องนาวาไปตามธาราสาละวิน

เรื่องเล่าคลุกน้ำตาล ::ตอน ล่องนาวาไปตามธาราสาละวิน เยือนถิ่นปู่ทา เจอเรื่องบังเอิญ เผชิญหมู่บ้านร้าง ::

 


หลายครั้งในชีวิตเหลือเกิน

ที่สับสนว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันแค่ความบังเอิญ หรือ โชคชะตา

ที่นำพาให้ชีวิตได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์

ในช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะกันพอดิบพอดี

ช่วงค่ำๆในต้นเดือน สิงหาคม 2554

นั่งดูสกู๊ปพิเศษดินโคลนถล่มที่พลัดพรากชีวิตคนในหมู่บ้านที่ไหนสักแห่ง

ตาย 7 สูญหาย 1

ตอนนั้นรู้สึกว่าสงสารจัง แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร

เรื่องราวเหล่านั้นก็แค่ผ่านหัวเสมือนข่าวสารทั่วไป

จะแตกต่างกันก็แค่กระทบความรู้สึก

ช่วงค่ำๆในต้นเดือน สิงหาคม 2555

ฉันกำลังปีบป่ายเขาลูกนี้ขึ้นมาเพื่อออกค่ายอาสา

โดยไม่รู้มาก่อนว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ที่เคยคิดว่าอยากจะช่วยเค้า

เวลาผ่านไป 1 ปี

ฉันได้มายืนอยู่บนถิ่นนี้จริงๆ

ดอยปู่ทา แม่ฮ่องสอน

บางสิ่งที่เราปราถนา บางครั้งก็แค่ต้องรอเวลา ที่เราสมควรได้รับมัน

คือสิ่งที่ฉันคิดในทริปนี้

 


ค่ายครูอาสาที่มีชื่อน่ารักๆว่า

รักนะ….สาละวิน

เราเริ่มเดินทางกันตั้งแต่วันสุดท้ายของเดือนกรกฏาใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง

ก็ถึงที่หมาย ระหว่างทางก็ได้เจอมุมๆสวยๆของโลกใบนี้เพิ่มขึ้น

เช้าวันแรกของเดือนสิงหาเราปักหลักอยู่ที่แม่สะเรียง

วันนี้คือวันเตรียมงาน

แต่เราก็ตื่นแต่เช้ามาปั่นจักยานเล่นรอบแม่สะเรียง

เป็นเมืองเล็กๆแต่ดูเงียบสงบ และ คงไว้ซึ่งวิถีชาวบ้านชนเผ่าดั้งเดิม

ไม่เว้นแม้แต่อาหารการกิน

วันที่ 2 กรกฎา วันนี้คือวันนัดพบก่ะเพื่อนร่วมอุดมการณ์

ที่ต่างคนก็ไม่รู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่งมาต่างอาชีพและถิ่นเกิด

แต่ครูอาสาทั้งหลายก็เข้ากันได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อวางแผนการสอนกันเสร็จสับก็แพ็คกระเป๋าแบกเป้ออกเดินทาง

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง

นั่งรถที่ไต่ทางไหล่เขา ฝนก็ตกปรอยๆ ทางบางช่วงทรุดตัว

แต่ทุกคนก็ยังไม่ถอดใจยังหาเรื่องมาคุยสานความสัมพันธ์กันได้ตลอด

ต่อด้วยลงเรือเขาควาย ล่องแม่น้ำสาละวินอีกเกือบชั่วโมง

จากนั้นก็ขึ้นฝั่ง มีชาวบ้านมารอช่วยแบกของบริจาคขึ้นดอย

เพราะแค่พวกเราคงเอาไปไม่ไหว สุดท้ายเลยได้รับผิดชอบ

สัมภาระใครสัมภาระมันขึ้นดอยที่สูงชัน แต่วิวสวยมากจริงๆ

เดินเท้าเข้าป่าไปประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ

แต่เหนื่อยมากเพราะทางชัน

พักบ้างเป็นระยะๆ แต่พอไปถึงโรงเรียน

ได้เห็นรอยยิ้มเล็กๆพร้อมกับคำสวัสดีสำเนียงชนเผ่า

ทำให้เราแทบหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

รู้สึกเหมือนโลกใบใหม่ได้เปิดขึ้นแล้ว

มันมาพร้อมกับเมืองที่ไร้ไฟฟ้า และ ไร้คลื่นโทรศัพท์ และ อินเตอร์เน็ต

ดีใจมากที่ครอบครัวที่เราไปอาศัยอยู่ด้วย เค้าพอจะพูดภาษาไทยได้

เป็นครอบครัวเล็กๆอยู่กัน 4 คน

คุณพ่อชื่อ เปรม แต่ตอนถามเค้าออกเสียงว่า เปล

ส่วนคุณแม่ชื่อ นาง อายุแค่ 22 เองเท่าตาลเลย

แต่มีลูกน่ารักๆสองคน ลูกชายอยู่ ป.3 ชื่อน้องพลกวี

ส่วนลูกสาวนี้น่าเอ็นดูที่สุด น้องอรณิชา

เด็กน้อยหน้ามึน เจ้าฉันยิ้มยาก แต่ชอบทำให้อะไรขำๆให้พวกเราดูประจำ

 

 

จากนั้นแยกเข้าบ้านพักกับชาวบ้าน บ้านล่ะสามคน

ดีใจเป็นล้นพ้นได้อยู่ก่ะพี่ที่ทำอาหารเป็น

แต่ทว่าบ้านชนเผ่าที่นี้ไม่มีเครื่องปรุงอะไรเลยนอกจากเกลือ

อาหารหลักคือ หน่อไม้ 

ชาวบ้านเค้าบางวันบอกว่ากินแค่หน่อไม้ไม่กินข้าว

ป๊าดโท๊ะ แมคโครไบโอติคชัดๆ

ขนาดแมวยังกินหน่อไม้ ส่วนน้องหมา กินข้าวเปล่าๆกับน้ำ

เลยถือวิสาสะตั้งชื่อแมวให้เค้าว่า นังหน่อไม้ ส่วนมะหมาชื่อว่า น้องข้าวเปล่า

เพราะถามเจ้าของเค้าแล้วมันไม่มีชื่อ

ดีน่ะที่พอจะได้กินกุนเชียงก่ะปลาที่ส่วนกลางแจกจ่ายมาให้เป็นเสบียง

ไม่งั้นได้กินข้าวก่ะหน่อต้มเกลือทุกมื้อเป็นแน่แท้

กินข้าวด้วยมือเปล่าทุกมื้อ

ยังก่ะอยู่ในหนังย้อนยุคยังไงยังงั้นเลย

สนุกมั๊ก!!

ตื่นเช้ามาวันที่ 3 วันนี้ตอนเช้าสอนเด็ก ทำกิจกรรม เล่นเกมส์ แจกขนม

เล่านิทาน แสดงละครกันสนุกสนาน

เด็กๆตั้งใจเรียนกันมากพอสมควร แต่ติดเรื่องภาษาที่เด็กยังไม่ค่อยเข้าใจ

                                                               พอถึงช่วงบ่ายแก่ๆ เด็กๆพาไปหาหน่อไม้ในป่า

คราวนี้เหมือนเด็กคือครูของเรา เพราะเค้าวิ่งลงดอยกันอย่างเชี่ยวชาญ

ในขนาดที่ครูอาสาอย่างเราทั้งหลายต้องค่อยๆก้าวหนอย่างหนอ

ช้าๆอย่างมีสมาธิเพราะกลัวลื่นตกดอย

กลับมาเรียนครอสศิลปะพิเศษสำหรับครูอาสา

โดยถูกแบ่งปันจากครูโรส  คล้ายๆศิลปะบำบัด

แต่จำชื่อไม่ได้ว่าเค้าเรียกอะไร แต่เหมือนให้ระบายจากข้างใน

                                                                       ออกมาข้างนอก ทำตามความรู้สึก

ชอบมากๆเลยล่ะ

รู้สึกอยากไปลงเรียนพวกศิลปะเป็นจริงเป็นจัง

ไม่ได้อยากเป็นศิลปินที่วาดรูปสวยๆหรอก

แต่อยากได้ความเบิกบานใจจากการทำงานศิลปะ

ทำไมทำมารู้สึกเหมือนมันจะกลายร่างเป็นเต่าเลยทำขาก่ะหัวให้มันเพิ่ม

เสริมจินตนาการ

ฮ่าา

และคืนนั้นเองในพิธีสู่ขวัญที่เราก็ถูกมัดมือ กินเหล้าขาวก่ะข้าวเบอะในพิธีคล้ายๆสู่ขวัญของชนเผ่า

ตาลก็ได้รับรู้ว่าหมู่บ้านนี้คือหมู่บ้านใหม่ที่อพยพมากจาก 

หมู่บ้าน 100 ปีที่ถุกดินโคลนถล่ม 

ที่เคยเห็นในข่าวเมื่อปีก่อน และวันนี้ 3 สิงหาคม 2555

ก็คือวันที่ครบรอบ 1 ปีที่เกิดเหตุการณ์พอดิบพอดี 

ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ!! 

กิจกรรมคืนนั้นเลยมีการจุดเทียนไว้อาลัยด้วย

วันที่ 4 สิงหาคม 2555

หลังจากที่เมื่อคืนฝนตกหนัก เราก็หลับอย่างผวาๆเล็กน้อย

บางสิ่งเราไม่รู้ก็ดีกว่ารับรู้จริงๆน่ะ

แต่วันนี้เต็มที่กับงานเป็นพิเศษหลังจากทราบข้อมูลเมื่อคืน

วันนี้กิจกรรมที่เราวางไว้คือ

เสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีให้เด็กๆ สอนเด็กแปรงฟัน สระผม ตัดเล็บ

อีกกลุ่มก็แยกไปขุดบ่อปลา และ ตกแต่งอาคารเรียนที่มีเพียงอาคารเดียวใหม่

คืนสุดท้ายของที่นี้เราทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางแสนเทียน

สุดท้ายก่อนนอนก็จุดเทียนพูดความในใจ

ได้ฟังความคิด ความรู้สึก ของเพื่อนร่วมค่ายก่อนนอน

5 สิงหาคม 2555

หลังจากร่ำลาครอบครัวที่น่ารักที่คอยดูแลเรามาเป็นอย่างดี

ตาลตัดสินใจมอบโก๊ะโง๊ะให้อรนิชาตามสัญญาที่ให้ไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง

ก่อนจะลงจากบ้าน

                                                         ฉันอรนิชาเดินเอากระเป๋าเป้แบบกระเหรี่ยงที่แม่เค้าทำ

มาคล้องคอให้ น่ารักมากๆเลยเป็นของขวัญที่สื่อถึงใจจริงๆ

ขากลับเราไปเส้นทางใหม่เพื่อให้ผ่านหมู่บ้านเก่า

ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหมู่บ้านร้างเนื่องจากโคลนถล่มปีที่แล้ว

มีผู้เสียชีวิตที่นี้ 8 ราย เผากลางหมู่บ้าน 7 ราย อีก 1 หายสาบสูญ

มันเศร้าน่ะ วังเวงด้วย

และเนื่องจากที่นี้เป็นหมู่บ้านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี

เราเลยได้เห็นต้นไม้ใหญ่ยักษ์ที่แสนอุดมสมบูรณ์

                                                      เช่น ต้นมะม่วง ต้นส้มโอ ต้นทุเรียน ต้นมะเฟือง ที่ยังให้ผลผลิตได้อยู่

และได้เห็นท้องนา ลำธาร สวยมาก

จนต้องเดินฮัมเพลงเบาๆตลอดทาง

ระหว่างทางนอกจากจะได้ชมธรรมชาติที่งดงามแล้ว

ยังได้สัมผัสพลังแห่งมิตรภาพอันงดงามจากเพื่อนๆรุ่นพี่

ที่คอยเบิกทางให้ และคอยยื่นมืออุ่นมาจับมือประคองเวลาลื่น

หรือเมื่อเจอเส้นทางลำบาก

ทำให้ผ่านพ้นอุปสรรคจากการเดินทางมาได้

สุดท้ายเราก็ทำภารกิจลุล่วงไปด้วยดีพร้อมความประทับใจ

 

1 Reply to “ล่องนาวาไปตามธาราสาละวิน”

  1. นางสาว พิมพ์นิภา พระพิมพ์ says:

    อยากไปบ้างจัง อยากทำตามความฝันของเรา อยากสอนเด็กให้เป็นคนดี อยากให้เด็กที่ขาดโอกาส ได้มีโอกาสและความหวัง อยากให้เด็กโตขึ้นมีความรู้ ความสามารถมาพัฒนาบ้านเกิดเค้าได้ ถึงรู้ว่าเราต้องลำบาก แต่ถ้าเราทำได้ คงภูมิใจในตัวเองมากๆเลย

Leave a Reply

scroll to top