ชีวิตที่ไร้นาฬิกา และสัมผัสกับความสุขที่ไม่ได้แลกมาด้วยเงินตรา
หากค่าของความสุขถูกแปลงค่ามาเป็นหน่วยของเงินตรา
จะมีค่าประมาณเท่าไหร่กัน
จะมากหรือจะน้อยกว่าเงินตราทั้งหลายที่มีอยู่บนโลกนี้
แล้วคนที่จะได้ขึ้นแท่นผู้ที่มีความสุขที่สุดในโลก
จะใช่คนๆเดียวกันที่กำลังขึ้นแท่นคนที่รวยที่สุดในโลกตอนนี้หรือเปล่า?
หรือเพราะยุคสมัยนี้ๆใครๆก็ต่างชอบพากันใช้เงินซื้อความสุขกันซะหมด
ถึงขนาดยอมเสีย
สุขภาพ เวลา และครอบครัวเพื่อให้ได้เงินมา
แต่หญิงชราชาวลาหู่คนหนึ่งทำให้ชั้นได้เรียนรู้ว่า
แท้จริงแล้วสำหรับคนบางคน
“แม้ไม่มีเงิน
ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้ “
ในช่วงวันหยุดย๊าวๆในเทศกาลวันแม่ที่ผ่านมา
ครูอาสากลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งก็ได้เดินทางเข้าดอย
ดินแดนของชนเผ่าลาหู่
ที่เรียกตามกันว่า ผามูบ
ที่ๆไร้ซึ่งคลื่นโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต
ไร้ซึ่งความเจริญทางวัตถุ
เพื่อแสวงหาความเจริญทางวัฒนธรรม
และร่วมแบ่งปันองค์ความรู้
ให้กับเหล่าเด็กดอยตัวน้อยๆที่พากันมาคอยต้อนรับเมื่อพวกเราไปถึง
ภารกิจในครั้งนี้เราไม่ได้ไปเพื่อให้เพียงอย่างเดียว
เรายังไปเพื่อเป็นผู้รับอย่างเสมอภาคกันด้วย

ครั้งนี้เป็นครั้งที่3แล้วที่มีโอกาสได้ทำอะไรเช่นนี้ติดต่อกัน
ครูอาสาทั้งหลายที่
ต่างคนต่างมา ต่างที่ ต่างวัย ต่างภาษา ต่างอาชีพ
แต่มีความต้องการที่ตรงกัน
คือ อยากเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ
และตาลก็รู้สึกพิเศษมากๆกับค่ายนี้เพราะ
มีครูอาสาหลายๆท่านที่มีความสนใจเฉพาะด้านในเรื่องเดียวกัน
เราคุยกันได้ในเรื่องของนพลักษ์
แลนมาร์ค บ้านดิน
เลยไปจนถึงเรื่องหมู่บ้านพลัม
ซึ่งปกติไม่รู้จะคุยเรื่องพวกนี้กับใครได้
มีหลายเรื่องที่ต้องอุทานออกมาว่า
“เฮ้ย จริงเหรอ” ออกมาเป็นระยะๆ
เพราะมันดัน
บังเอิญๆ จริงๆ
_2.jpg)
รู้สึกทึ่งมากมายเมื่อได้สนทนากับ
“แม่” หญิงชราชาวลาหู่
เจ้าของบ้านที่เราไปพัก
ถึงวิถีชีวิตอันงดงามของเธอ
ซึ่งเหมือนจะแตกต่างจากเราเหลือเกิน
เธอเป็นคนที่ไม่เคยดูนาฬิกา
ไม่ใช้นาฬิกา เธอไม่ได้ดำเนินชีวิตไปตามเข็มเส้นเข็มยาว
แต่เธอดำเนินชีวิตไปตามนาฬิกาชีวิตและความต้องการของเธอเอง
เธอตื่นเพราะร่างกายของเธอบอกให้ตื่น
เธอไม่เคยตื่นมาปิดนาฬิกาและหลับต่อเหมือนเรา
เธอเพียงแค่ตื่นไปทำนาเพื่อเก็บข้าวเอาไว้กิน
เธอไม่ต้องรีบกระเสือกกระสนทุกเช้าเพื่อไปเข้างานให้ทันเวลา
เธอไม่ต้องเสียเวลาแต่งหน้าทำผมเลือกชุดให้เข้ากันออกจากบ้าน
ไม่ต้องสนความดูดีหรือดูไม่ดีในสายตาใครๆ
แต่เธอช่างมีน้ำใจกับคนแปลกหน้าที่มีเยือนอย่างพวกเรานัก
เธอไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง
แต่เธอก็ดูมีความสุขกับวิถีชีวิตเช่นนี้

เช้าวันแรกของภารกิจ
ตาลและครูอาสาอีกกว่าสิบชีวิตเริ่มต้นภารกิจการที่กระจกเงา
บางคนมาด้วยกัน บางคนฉายเดี่ยว
แต่ในที่สุดเราก็ได้รู้จักกันครั้งแรกที่ห้องประชุมของมูลนิธิกระจกเงา
พี่ต้นซุงเจ้าหน้าที่หลักในการประสานงานครุบ้านนอกในครั้งนี้
เริ่มให้ครูอาสาได้รู้จักกับมูลนิธิกระจกเงามากขึ้นว่าทำงานในด้านมิติสังคมอะไรบ้าง
ไม่ใช่ร้านจำหน่ายกระจกอย่างที่ใครๆพากันเข้าใจผิดแต่อย่างใด เอิ้กๆ
หลังจากประชุมแบ่งงานกันเสร็จสรรพ
ก็ขนของขึ้นกระบะแล้วก็เริ่มเดินทางเอาหน้าโต้ลมผมปลิวสรวยสวยเก๋กันอยู่หลังกระบะ
ให้แสงแดดมาระเคะระคายผิวหน้าและผิวกายเล่นๆ
จบงานนี้เราคงได้มีผิวสีแทนสเป็คฝรั่งกันเป็นแน่แท้
และพักทานอาหารเที่ยงกันที่หมู่บ้านกระเหรี่ยมรวมมิตร
มีช้างให้ดูด้วย
แต่เรากินไม่ได้เพราะมันตัวใหญ่เกินไปยัดเข้าปากครั้งเดียวคงไม่หมด
เลยพากันสั่งอะไรที่เล็กๆเช่นไก่ผัดเม็ดมะม่วงกินกัน
อย่างน้อยก็ได้กินงาก็ยังดีเหนาะ
ประมาณบ่ายแก่ๆเราก็มาถึงผามูบโดยสวัสดิภาพ
งานแรกที่ดำเนินการคือทาสี พ่นสี ไม้และสังกะสีที่ขนมา
เพื่อเตรียมอุปกรณ์ให้เด็กๆได้ทำป้ายรณรงค์พรุ่งนี้
แล้วก็มีการเลือกครูเข้าบ้าน
ลุ้นกันยิ่งกว่าผลประกาศรางวัลนางงาม
อยากเป็นคนที่เด็กๆบ้านใกล้ๆเลือกจริงๆ
มีการแก่งแย่งเล็กๆในหมู่เด็กๆเพื่อเลือกครูนุ่นสุดสวย
พวกเราที่เหลือเลยต้องหากลยุทธ์มาหลอกล่อกันสุดฤทธิ์
บอกสรรพคุณประจำตัว
ว่าเป็นหมอมั้งเหละ ร้องเพลงเป็นมั้งเหละ ถ่ายรูปสวยมั้งเหละ
สุดท้ายพวกเราก็ได้ที่ซุกหัวนอนเป็นบ้านของเด็กหญิงตัวน้อยชาวลาหู่
เป็นบ้านไม้ไผ่ที่ผู้เป็นแม่ปลูกให้ลูกชายแต่ลูกชายไม่อยู่
เลยให้เราเข้าไปอยู่ได้ชั่วคราว
และเนื่องจากช่วงนี้ฝนตกเยอะเกินพิกัด
ไม้ไผ่ปูพื้นตรงชานหน้าบ้านเปรียกจนเปราะ
เจอน้ำหนักมาตรฐานหญิงไทยอย่างเราๆเข้าไปเลยต้องหักอย่างแรง
ขาร่วงลงไปติดอยู่ในรู ร้อนถึงแม้เจ้าของบ้านต้องมาช่วยงัดขึ้น
และซ่อมที่วางไม้ใหม่
เกรงใจแม่เจ้าบ้านจริงๆ สร้างวีรกรรมกันตั้งแต่คืนแรกที่ไปเยือน

วันที่สองคือวันทำงานอย่างจริงจัง
วันนี้พวกเราตื่นแต่เช้า ทำอาหารกันเอง
สวรรค์ยังเข้าข้างที่ส่งครูพี่แอนมาอยู่ร่วมบ้านไม่งั้นตาลก่ะครูน้องบุ๋มได้กอดคอกันตายเป็นแน่แท้
เอิ้กๆ
วันนี้เราทำงานกันอย่างจริงจังคุณครูทั้งหลาย พาเด็กไปปลูกต้นไม่เพราะ
วันนี้เป็นวันแม่ด้วย ชาวบ้านก็มาร่วมช่วยกันปลูก
ส่วนตาลได้หน้าที่เสมือนนางงาม คือทำหน้าที่รักเด็ก ดูแลเหล่าเด็กตัวน้อยที่ไม่สามารถไป
ปลูกต้นไม้ได้และวันนี้ตาลก็ได้พบความจริงแล้วว่า
กิจกรรมที่สามารถปราบเด็กได้ดีที่สุดคือ ศิลปะ ก็วาดรูประบายสี
แปะสติ๊กเกอร์
เล่านิทาน แจกขนมกันไป
และมีฐานการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กๆทุกคนในช่วงบ่าย
เจอไอ้เด็กตัวป่วนที่ขอตั้งชื่อมันว่า “ไอ้แสบ”
แกล้งครูตั้งแต่แอบดูรูห้องน้ำ เอาทิชชู่เปรียกมายัดกระเป๋ากางเกง
และอีกหลากหลายวีรกรรมที่ไม่สามารถบรรยายหมดได้ในที่นี้

วันที่ 3
วันนี้มีกีฬาพื้นบ้านแข่งกันกลางสนามหญ้า สนุกสุดเหวี่ยง
(เพราะเล่นเกมส์ที่ต้องเหวี่ยงกันไปมา เอิก้ๆ)
แต่ตาลร่วมเล่นเกมส์เดียวรู้สึกเหมือนมีอะไรมาแทงที่อก
เจ็บแปลบๆเลยไปช่วยดูเด็กเล็กต่อ
ตอนกลางคืนเป็นช่วงที่น่าประทับใจมาก
เหล่าครูแต่งตัวด้วยชุดชนเผ่ากันสวยงาม
มาเต้นจะคึรอบกองไฟกับชาวบ้าน เป็นบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกดีๆมาก
คงจะสนุกมากๆถ้ามาตอนหน้าหนาว เพราะที่นี่ไม่มีแสงสีมาก ทำให้มองเห็นดวงดาวชัดแจ๋วสวยมากๆเลยเหละ
พวกเราช่วยกันปล่อยโคมลอยสู่ท้องฟ้า และดีดอูคูเลเล่ร้องเพลง “จะเก็บเธอไว้ในใจเสมอ” ขอบคุณชาวบ้าน
ชั่งเป็นค่ำคืนที่แสนประทับใจและน่าจดจำมากจริงๆ
วันที่ 4
วันสุดท้ายที่มาพร้อมของห้วงอารมณ์การจากลา
เด็กๆร้องไห้กันใหญ่เมื่อคุณครูทั้งหลายต้องลาจาก
ทำเอาครูหลายคนน้ำตาไหลพรากตามกันไป
เด็กๆหลายคนเอาสร้อยข้อแขนที่บ้านตัวเองถักมามัดใส่แขนให้ครู
แม่เจ้าบ้านให้ลูกอะไรไม่รู้มากินกลางทาง
แต่รสชาติน่าจะประมาณว่าเป็น “อัลมอลดอย” (อันนี้ตั้งชื่อให้เองเพราะไม่รู้จัก)
หลังจากเสร็จภารกิจที่หมู่บ้าน
เหล่าครูบ้านนอกทั้งหลายก็แพ็คทีมกันไปเที่ยวก่อนกลับ
เป็นการทริปเที่ยวที่ทรหดอดทน ผ่านร้อนผ่านฝน (เพราะนั่งกันหลังกระบะ)
ไปชมงานศิลปะที่บ้านดำ ของอาจารย์ถวัลย์
ไปช๊อปปิ้งสินค้าอินเตอร์ที่แม่สาย
เดินเล่นชมธรรมชาติสวยๆที่สามเหลี่ยมทองคำ
แวะไปเจอร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า
อย่าเพิ่งตัดสินใจเลือกอะไรจากหน้าตา
บางทีอาหารที่หน้าตาดีแต่รสชาติแย่มันก็มีอยู่จริง ฮ่าๆ
จบภาพสุดท้ายของภารกิจนี้ด้วยการโบกมือบายๆคุณครูทั้งหลาย
ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำอันงดงาม
น้ำตาล