Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the give domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/bannokco/domains/bannok.com/public_html/volunteers/wp-includes/functions.php on line 6114

Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the newsplus domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/bannokco/domains/bannok.com/public_html/volunteers/wp-includes/functions.php on line 6114
เรื่องเล่าคลุกน้ำตาล ⋆ ครูบ้านนอก ครูอาสา รับสมัคร กลุ่มคนจิตใจอาสา

เรื่องเล่าคลุกน้ำตาล

      ชีวิตที่ไร้นาฬิกา และสัมผัสกับความสุขที่ไม่ได้แลกมาด้วยเงินตรา

 


 

หากค่าของความสุขถูกแปลงค่ามาเป็นหน่วยของเงินตรา

จะมีค่าประมาณเท่าไหร่กัน

จะมากหรือจะน้อยกว่าเงินตราทั้งหลายที่มีอยู่บนโลกนี้

แล้วคนที่จะได้ขึ้นแท่นผู้ที่มีความสุขที่สุดในโลก

จะใช่คนๆเดียวกันที่กำลังขึ้นแท่นคนที่รวยที่สุดในโลกตอนนี้หรือเปล่า?

 

หรือเพราะยุคสมัยนี้ๆใครๆก็ต่างชอบพากันใช้เงินซื้อความสุขกันซะหมด

ถึงขนาดยอมเสีย
สุขภาพ เวลา และครอบครัวเพื่อให้ได้เงินมา

แต่หญิงชราชาวลาหู่คนหนึ่งทำให้ชั้นได้เรียนรู้ว่า

แท้จริงแล้วสำหรับคนบางคน

แม้ไม่มีเงิน
ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้ “

 


 

 

ในช่วงวันหยุดย๊าวๆในเทศกาลวันแม่ที่ผ่านมา

ครูอาสากลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งก็ได้เดินทางเข้าดอย

ดินแดนของชนเผ่าลาหู่
ที่เรียกตามกันว่า ผามูบ

ที่ๆไร้ซึ่งคลื่นโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต
ไร้ซึ่งความเจริญทางวัตถุ

เพื่อแสวงหาความเจริญทางวัฒนธรรม
และร่วมแบ่งปันองค์ความรู้

ให้กับเหล่าเด็กดอยตัวน้อยๆที่พากันมาคอยต้อนรับเมื่อพวกเราไปถึง

ภารกิจในครั้งนี้เราไม่ได้ไปเพื่อให้เพียงอย่างเดียว

เรายังไปเพื่อเป็นผู้รับอย่างเสมอภาคกันด้วย

ครั้งนี้เป็นครั้งที่3แล้วที่มีโอกาสได้ทำอะไรเช่นนี้ติดต่อกัน

ครูอาสาทั้งหลายที่
ต่างคนต่างมา ต่างที่ ต่างวัย ต่างภาษา ต่างอาชีพ

แต่มีความต้องการที่ตรงกัน
คือ อยากเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ

และตาลก็รู้สึกพิเศษมากๆกับค่ายนี้เพราะ

มีครูอาสาหลายๆท่านที่มีความสนใจเฉพาะด้านในเรื่องเดียวกัน

เราคุยกันได้ในเรื่องของนพลักษ์
แลนมาร์ค บ้านดิน

เลยไปจนถึงเรื่องหมู่บ้านพลัม
ซึ่งปกติไม่รู้จะคุยเรื่องพวกนี้กับใครได้

มีหลายเรื่องที่ต้องอุทานออกมาว่า
“เฮ้ย จริงเหรอ” ออกมาเป็นระยะๆ

เพราะมันดัน
บังเอิญๆ จริงๆ

รู้สึกทึ่งมากมายเมื่อได้สนทนากับ
“แม่” หญิงชราชาวลาหู่

เจ้าของบ้านที่เราไปพัก

ถึงวิถีชีวิตอันงดงามของเธอ

ซึ่งเหมือนจะแตกต่างจากเราเหลือเกิน

เธอเป็นคนที่ไม่เคยดูนาฬิกา
ไม่ใช้นาฬิกา เธอไม่ได้ดำเนินชีวิตไปตามเข็มเส้นเข็มยาว

แต่เธอดำเนินชีวิตไปตามนาฬิกาชีวิตและความต้องการของเธอเอง

เธอตื่นเพราะร่างกายของเธอบอกให้ตื่น

เธอไม่เคยตื่นมาปิดนาฬิกาและหลับต่อเหมือนเรา

เธอเพียงแค่ตื่นไปทำนาเพื่อเก็บข้าวเอาไว้กิน

เธอไม่ต้องรีบกระเสือกกระสนทุกเช้าเพื่อไปเข้างานให้ทันเวลา

เธอไม่ต้องเสียเวลาแต่งหน้าทำผมเลือกชุดให้เข้ากันออกจากบ้าน

ไม่ต้องสนความดูดีหรือดูไม่ดีในสายตาใครๆ

แต่เธอช่างมีน้ำใจกับคนแปลกหน้าที่มีเยือนอย่างพวกเรานัก

เธอไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง
แต่เธอก็ดูมีความสุขกับวิถีชีวิตเช่นนี้

 

เช้าวันแรกของภารกิจ

ตาลและครูอาสาอีกกว่าสิบชีวิตเริ่มต้นภารกิจการที่กระจกเงา
บางคนมาด้วยกัน บางคนฉายเดี่ยว

แต่ในที่สุดเราก็ได้รู้จักกันครั้งแรกที่ห้องประชุมของมูลนิธิกระจกเงา

พี่ต้นซุงเจ้าหน้าที่หลักในการประสานงานครุบ้านนอกในครั้งนี้

เริ่มให้ครูอาสาได้รู้จักกับมูลนิธิกระจกเงามากขึ้นว่าทำงานในด้านมิติสังคมอะไรบ้าง

ไม่ใช่ร้านจำหน่ายกระจกอย่างที่ใครๆพากันเข้าใจผิดแต่อย่างใด เอิ้กๆ

 

หลังจากประชุมแบ่งงานกันเสร็จสรรพ

ก็ขนของขึ้นกระบะแล้วก็เริ่มเดินทางเอาหน้าโต้ลมผมปลิวสรวยสวยเก๋กันอยู่หลังกระบะ

ให้แสงแดดมาระเคะระคายผิวหน้าและผิวกายเล่นๆ

จบงานนี้เราคงได้มีผิวสีแทนสเป็คฝรั่งกันเป็นแน่แท้

และพักทานอาหารเที่ยงกันที่หมู่บ้านกระเหรี่ยมรวมมิตร
มีช้างให้ดูด้วย

แต่เรากินไม่ได้เพราะมันตัวใหญ่เกินไปยัดเข้าปากครั้งเดียวคงไม่หมด

เลยพากันสั่งอะไรที่เล็กๆเช่นไก่ผัดเม็ดมะม่วงกินกัน
อย่างน้อยก็ได้กินงาก็ยังดีเหนาะ

 

ประมาณบ่ายแก่ๆเราก็มาถึงผามูบโดยสวัสดิภาพ

งานแรกที่ดำเนินการคือทาสี พ่นสี ไม้และสังกะสีที่ขนมา

เพื่อเตรียมอุปกรณ์ให้เด็กๆได้ทำป้ายรณรงค์พรุ่งนี้

แล้วก็มีการเลือกครูเข้าบ้าน

ลุ้นกันยิ่งกว่าผลประกาศรางวัลนางงาม
อยากเป็นคนที่เด็กๆบ้านใกล้ๆเลือกจริงๆ

มีการแก่งแย่งเล็กๆในหมู่เด็กๆเพื่อเลือกครูนุ่นสุดสวย

พวกเราที่เหลือเลยต้องหากลยุทธ์มาหลอกล่อกันสุดฤทธิ์
บอกสรรพคุณประจำตัว

ว่าเป็นหมอมั้งเหละ ร้องเพลงเป็นมั้งเหละ ถ่ายรูปสวยมั้งเหละ

สุดท้ายพวกเราก็ได้ที่ซุกหัวนอนเป็นบ้านของเด็กหญิงตัวน้อยชาวลาหู่

เป็นบ้านไม้ไผ่ที่ผู้เป็นแม่ปลูกให้ลูกชายแต่ลูกชายไม่อยู่

เลยให้เราเข้าไปอยู่ได้ชั่วคราว

และเนื่องจากช่วงนี้ฝนตกเยอะเกินพิกัด
ไม้ไผ่ปูพื้นตรงชานหน้าบ้านเปรียกจนเปราะ

เจอน้ำหนักมาตรฐานหญิงไทยอย่างเราๆเข้าไปเลยต้องหักอย่างแรง 

 

ขาร่วงลงไปติดอยู่ในรู ร้อนถึงแม้เจ้าของบ้านต้องมาช่วยงัดขึ้น
และซ่อมที่วางไม้ใหม่

เกรงใจแม่เจ้าบ้านจริงๆ สร้างวีรกรรมกันตั้งแต่คืนแรกที่ไปเยือน

 

 

วันที่สองคือวันทำงานอย่างจริงจัง

วันนี้พวกเราตื่นแต่เช้า ทำอาหารกันเอง
สวรรค์ยังเข้าข้างที่ส่งครูพี่แอนมาอยู่ร่วมบ้านไม่งั้นตาลก่ะครูน้องบุ๋มได้กอดคอกันตายเป็นแน่แท้
เอิ้กๆ

วันนี้เราทำงานกันอย่างจริงจังคุณครูทั้งหลาย พาเด็กไปปลูกต้นไม่เพราะ

วันนี้เป็นวันแม่ด้วย ชาวบ้านก็มาร่วมช่วยกันปลูก

ส่วนตาลได้หน้าที่เสมือนนางงาม คือทำหน้าที่รักเด็ก ดูแลเหล่าเด็กตัวน้อยที่ไม่สามารถไป

ปลูกต้นไม้ได้และวันนี้ตาลก็ได้พบความจริงแล้วว่า

กิจกรรมที่สามารถปราบเด็กได้ดีที่สุดคือ ศิลปะ ก็วาดรูประบายสี
แปะสติ๊กเกอร์

เล่านิทาน แจกขนมกันไป

และมีฐานการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กๆทุกคนในช่วงบ่าย

เจอไอ้เด็กตัวป่วนที่ขอตั้งชื่อมันว่า ไอ้แสบ

แกล้งครูตั้งแต่แอบดูรูห้องน้ำ เอาทิชชู่เปรียกมายัดกระเป๋ากางเกง

และอีกหลากหลายวีรกรรมที่ไม่สามารถบรรยายหมดได้ในที่นี้

วันที่ 3

วันนี้มีกีฬาพื้นบ้านแข่งกันกลางสนามหญ้า สนุกสุดเหวี่ยง

(เพราะเล่นเกมส์ที่ต้องเหวี่ยงกันไปมา เอิก้ๆ)

แต่ตาลร่วมเล่นเกมส์เดียวรู้สึกเหมือนมีอะไรมาแทงที่อก
เจ็บแปลบๆเลยไปช่วยดูเด็กเล็กต่อ

ตอนกลางคืนเป็นช่วงที่น่าประทับใจมาก

เหล่าครูแต่งตัวด้วยชุดชนเผ่ากันสวยงาม
มาเต้นจะคึรอบกองไฟกับชาวบ้าน เป็นบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกดีๆมาก

คงจะสนุกมากๆถ้ามาตอนหน้าหนาว เพราะที่นี่ไม่มีแสงสีมาก ทำให้มองเห็นดวงดาวชัดแจ๋วสวยมากๆเลยเหละ

พวกเราช่วยกันปล่อยโคมลอยสู่ท้องฟ้า และดีดอูคูเลเล่ร้องเพลง จะเก็บเธอไว้ในใจเสมอขอบคุณชาวบ้าน

ชั่งเป็นค่ำคืนที่แสนประทับใจและน่าจดจำมากจริงๆ

 

วันที่ 4

วันสุดท้ายที่มาพร้อมของห้วงอารมณ์การจากลา

เด็กๆร้องไห้กันใหญ่เมื่อคุณครูทั้งหลายต้องลาจาก
ทำเอาครูหลายคนน้ำตาไหลพรากตามกันไป

เด็กๆหลายคนเอาสร้อยข้อแขนที่บ้านตัวเองถักมามัดใส่แขนให้ครู

แม่เจ้าบ้านให้ลูกอะไรไม่รู้มากินกลางทาง

แต่รสชาติน่าจะประมาณว่าเป็น อัลมอลดอย (อันนี้ตั้งชื่อให้เองเพราะไม่รู้จัก)

หลังจากเสร็จภารกิจที่หมู่บ้าน

เหล่าครูบ้านนอกทั้งหลายก็แพ็คทีมกันไปเที่ยวก่อนกลับ

เป็นการทริปเที่ยวที่ทรหดอดทน ผ่านร้อนผ่านฝน (เพราะนั่งกันหลังกระบะ)

ไปชมงานศิลปะที่บ้านดำ ของอาจารย์ถวัลย์
ไปช๊อปปิ้งสินค้าอินเตอร์ที่แม่สาย

เดินเล่นชมธรรมชาติสวยๆที่สามเหลี่ยมทองคำ

แวะไปเจอร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า
อย่าเพิ่งตัดสินใจเลือกอะไรจากหน้าตา

บางทีอาหารที่หน้าตาดีแต่รสชาติแย่มันก็มีอยู่จริง ฮ่าๆ

จบภาพสุดท้ายของภารกิจนี้ด้วยการโบกมือบายๆคุณครูทั้งหลาย

ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำอันงดงาม

 

 
^______^

น้ำตาล

Leave a Reply

scroll to top