Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the give domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/bannokco/domains/bannok.com/public_html/volunteers/wp-includes/functions.php on line 6114

Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the newsplus domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/bannokco/domains/bannok.com/public_html/volunteers/wp-includes/functions.php on line 6114
เล่าเรื่องครูบ้านนอก ตอนที่1 ⋆ ครูบ้านนอก ครูอาสา รับสมัคร กลุ่มคนจิตใจอาสา

เล่าเรื่องครูบ้านนอก ตอนที่1

๑. วัยเด็ก

“เด็ก แล้ว ไง”

อายุ (เป็นเพียงตัวเลข)     

อายุ!!…เมื่อพูดถึงอายุใครๆคงไม่อยากจะนับจำนวนที่บอกสถานะความแก่ของตัวเองสักเท่าไหร่  หากตอนนี้มีคำถาม ถามว่าคุณ อายุเท่าไหร่ 555 ฉันคิดว่าคุณก็คงจะไม่อยากปริปากตอบมันออกมา

แต่ถ้าถามว่า อายุของเด็กบ้านทุ่งคนนี้เริ่มมีความฝันตั้งแต่เมื่อไหร่……?   ความฝัน  ณ  ที่นี่คือ ภาพที่เราวาดไว้ในความคิดและจินตนาการของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวชีวิต หรือการวางแผนมันมักจะเกิดขึ้นใน “ความฝัน”

หลายคนบอกว่าอายุมันเป็นสิ่งสำคัญกับชีวิต บ่งบอกถึงความเป็นผู้ใหญ่ การก้าวหน้าในชีวิต แล้วทำไม เด็กอายุ 6 ขวบคนนี้ ถึงคิดที่จะทำอะไรมากกว่าคำว่า อายุ 6 ขวบ….

สวัสดีค่ะ! ขอแนะนำตัวเองในหน้านี่เลยนะคะ ฉันมีชื่อว่าเด็กบ้านทุ่ง ชีวิตเกิดมาในรากฐานที่ไม่ร่ำรวยมากเท่าไหร่ ไม่ได้มีบ้านหลังใหญ่ ไม่มีรถโก้หรูหราขับ ไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาล มันเลยทำให้ฉันได้รู้ว่า การใช้ชีวิตในแต่ละวัน ความสุขที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทองมากมายที่ใครเขาว่ากัน แล้วสำหรับฉัน ความสุขเกิดจากอะไรนะ??

การแบ่งปันน้ำใจที่ไม่รู้ว่าผลตอบแทนนั้นจะเป็นยังไง การได้ช่วยเหลือผู้อื่นโดยที่ไม่รู้ว่าเรานั้นจะได้อะไรกลับคืนมา การรับฟังเรื่องราวชีวิตต่างๆมากมายของใครต่อใครที่เรารู้จักและไม่รู้จัก ทั้งยินดีและปลอบประโลม มันได้กลายเป็นความสุขส่วนหนึ่งของชีวิตฉันโดยไม่รู้ตัว

ฉันมีน้าสาวหลายคน แต่ก็สนิทแค่เพียงคนเดียว ฉันกับน้าสาวชอบพูดคุย ไถ่ถาม เล่าเรื่องกันมามากมายจนนับไม่ถ้วนแต่มีเรื่องเดียวที่เราต่างคุยกันไม่ยอมเบื่อ คุยกันได้ทุกวัน นั่นก็คือเรื่อง ค่ายอาสาของน้าในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

ณ ห้องสนทนาเล็กๆของฉัน  เมื่อได้ยินน้าพูดว่า

น้า:  “สนใจบริจาคเสื้อผ้า หนังสือ ที่ไม่ใช้แล้วบ้างหรือเปล่า”

ฉัน: ฉันเลยถามกลับไปว่า  “น้าจะเอาไปบริจาคให้ใครคะ”  

และเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่น้าได้เล่าในวันนั้น มันทำให้ความรู้สึกของฉันเปลี่ยนไปมาก มันทำให้เรารู้ว่าบนโลกบนนี้ ยังมีผู้คนอีกมากมายหลายๆที่ ที่เขายังรอคอยความหวังจากเราอยู่ หากวันไหนที่เราคิดว่าชีวิตเรามันลำบากสะเหลือเกิน เหนื่อย ท้อแท้ จนไม่อยากจะก้าวต่อ จงลองคิดให้มากกว่านี้ ว่ายังมีชีวิตอีกหลายชีวิตที่เขาลำบากยิ่งกว่าเรา แต่เขากำลังต่อสู้และอยู่กับมันได้ และเราเองจะมองปัญหาของเราเป็นแค่เศษยางลบกองหนึ่งเท่านั้น

เสียงนกร้องดังราวกับกำลังพูดคุยกันอยู่ ลมอ่อนๆกำลังพัดเข้ามาสู่หน้าต่างบานหนึ่งตอนสายๆ ผ้าม่านปลิวตามสายลม มีกลิ่นของดอกมะลิโชยมากรุ่นๆ แสงแดดอุ่นๆส่องเป็นละอองแสงขาวๆผ่านเข้ามาสะท้อนลงบนเตียงนอนนุ่มๆในห้องห้องหนึ่ง ใต้หมอนใบโตมีสมุดบันทึกเล่มเล็กๆที่เปิดกางทิ้งเอาไว้  ด้วยความซุกซนของฉันในตอนนั้นจึงทำให้เห็นสมุดเล่นนั้น มันคือสมุดของน้าฉันเอง ฉันไม่รู้ว่ามันคือสมุดบันทึก หรือไดอารี่ส่วนตัวของน้า  แต่ฉันก็เสียมารยาทแอบอ่านสมุดเล่มนั้นจนจำมาถึงทุกวันนี้ ในสมุดเล่มนั้นได้เขียนบันทึกการทำงานเกี่ยวกับค่ายอาสา การไปอยู่ร่วมกับชาวบ้าน การใช้ชีวิตที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นในวันแรกของค่าย จนเดินทางออกจากค่าย ฉันจำความรู้สึกได้ดีที่ได้อ่านสมุดเล่มนั้น ฉันยิ้ม หัวเราะ และมีความสุขมากที่อ่าน ราวกับว่าไดอารี่ของน้าเป็น หนังสือนิทานก็ว่าได้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นภาพ ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก และยิ่งอ่านก็เหมือนจะยิ่งรู้อะไรมากมายถึงรสชาติของการเลือกใช้ชีวิต

 

 “ความคิดก็เหมือนชานชาลารถไฟ”

แรงบันดาลใจ

ในชีวิตเราพบเรื่องราวมาเป็นจำนวนมาก จนนับไม่ได้ บางเรื่องเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป บางเรื่องเข้ามาเพื่ออยู่กับเราไปตลอด บ้างเรื่องเข้ามาเพื่อเป็นบทเรียนสอนเรา อยู่ที่กำมือเราจะเอาเรื่องราวที่เข้ามาหยิบไปใช้ตอนไหน เวลาไหน

หลังจากที่ฉันได้อ่านไดอารี่ของน้า มันเป็นแรงกระตุ้นให้ฉันอยากทำอะไรมากมายเกี่ยวกับชีวิต ถึงแม้ตอนนั้นฉันจะรู้ว่าฉันเป็นเพียงแค่เด็กอายุ 6ขวบ แต่ความคิดของฉันมันก็ได้โลดเล่นไปกับจินตนาการเป็นที่เรียบร้อย จนฉันเก็บไปคิดตลอด ฉันพยายามถ่ายทอดเรื่องราวในไดอารี่ของน้าให้กับเพื่อนๆในห้องเรียนฟัง และป่าวประกาศรับบริจาคเสื้อผ้า หนังสือจากเพื่อนๆ วินาทีนั้นฉันไม่รู้ว่าเพื่อนๆจะสนใจและให้ความช่วยเหลือหรือป่าว ก็ได้แค่เล่าและพูดไป

แต่ปรากฏว่าตอนเช้าอีกวันที่ฉันไปโรงเรียน ฉันเดินก้าวเท้าเข้าห้องไป ก็มีเพื่อนๆกลุ่มหนึ่งเก็บเสื้อผ้าที่เขาไม่ใส่แล้วมาให้ แม้จะไม่มาก แต่ฉันรู้สึกดีใจมากๆ มากกว่าจำนวนชิ้นเสื้อผ้าที่เพื่อนๆเอามาบริจาคเสียอีก ตอนเย็นฉันจึงรีบนำเสื้อผ้าที่เพื่อนๆบริจาคมาไปให้น้า วันนั้นเป็นคำขอบคุณที่ฉันรู้สึกภูมิใจยิ่งกว่าวันไหนๆ

ไม่น่าเชื่อว่าตัวหนังสือจากไดอารี่ของน้า จะถ่ายทอดอารมณ์ออกมาให้ฉันรู้สึกมากมายถึงขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าน้าจะเป็นคนที่ทำให้ฉันเกิดแรงบันดาลใจ และกระตุ้นตัวเองเป็นอย่างมาก ฉันอยากจะขอบคุณน้ามากจริงๆที่ทำให้ เด็กอายุ6ขวบ สามารถทำอะไรด้วยตัวเอง

และต้องขอบคุณไดอารี่ที่ทำให้ฉันอ่านแล้ว รู้สึกซาบซึ้งและอยากจะส่านความฝันของเด็กกลุ่มหนึ่งที่เขาไม่ได้รับโอกาสแบบฉัน บางครั้งความคิดมันก็เหมือนกับชานชาลารถไฟ เมื่อรถไฟแล่นผ่านมา มันจะจอดแค่เพียงชั่วครู่ให้ผู้โดยสารลงพัก ให้เครื่องยนต์ได้พักเครื่อง และสุดท้ายก็แล่นไปในสถานีอื่นๆ ความคิดก็เหมือนกันเมื่อวิ่งเข้ามาแล้ว เราอาจจะหยุดคิดแค่เพียงแว๊บเดียว และเราอาจจะลงมือทำมันในวันข้างหน้า

ติดตามตอนต่อไป….

Leave a Reply

scroll to top