Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the give domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/bannokco/domains/bannok.com/public_html/volunteers/wp-includes/functions.php on line 6114

Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the newsplus domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/bannokco/domains/bannok.com/public_html/volunteers/wp-includes/functions.php on line 6114
เรื่องเล่าครูบ้านนอกตอนที่12 "ความสุขของ..." (ตอนจบ) ⋆ ครูบ้านนอก ครูอาสา รับสมัคร กลุ่มคนจิตใจอาสา

เรื่องเล่าครูบ้านนอกตอนที่12 “ความสุขของ…” (ตอนจบ)

“ความ สุข ของ …”

ความสุขจริงๆของชีวิต

เหมือนบางครั้งเราจะรู้ว่าความสุขคืออะไร เหมือนบางครั้งเราสามารถพูดออกมาว่าสิ่งนี้แหละคือความสุข ความสุขของใครต่อใครมันมากมายไม่เหมือนกัน สุดที่ใครจะพอใจกับสิ่งไหน ความสุขของบางคนได้กล่าวขึ้นหลังจากที่รู้สึก แต่ความสุขของคนบางคนอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ที่ยังไม่ลงมือทำ

วันแรกที่ฉันได้เริ่มเดินทาง การเจอเพื่อนในค่ายคนแรก การได้ก้าวขาขึ้นรถคนเดียว การได้เดินทางโดยที่สองข้างทางฉันไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน การนอนหลับในที่ที่ไม่คุ้น การเข้าห้องน้ำห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่มันเคลื่อนที่ไปเคลื่อนที่มา การแวะพักกินข้าวระหว่างทางที่ฉันไม่สามารถบอกได้ว่าที่นี่คือจังหวัดอะไร อำเภออะไร แต่เรื่องราวเหล่านี้สามารถทำให้ฉัน…..ยิ้มได้

วันที่สองที่ฉันได้เดินทางไปถึงยังจุดหมายการที่ฉันได้เจอกับคนที่ไม่รู้จัก การได้พบกับทีมงานครั้งแรก การได้ร่วมกินข้าวกับใครต่อใครมากมายที่เรายังไม่รู้นิสัยใจคอกัน การเจอเมนูพิสดารสำหรับฉันนั่นก็คือเมนูผัก การเจอเส้นทางของถนนที่ขรุขระ การที่ต้องออกไปแนะนำตัวเองแล้วต้องมีท่าทางประกอบ การออกไปแสดงละครให้ทุกๆคนดู การได้ทำอะไรต่อมิอะไรที่ฉันเองยังไม่เคยทำ แม้บางครั้งจะรู้สึกว่า เราจะทำได้หรือไม่นั้น มันกลับสร้างความสุขขึ้นมาแทนความเครียดของฉัน

ฉันคิดว่าการที่ฉันไม่ได้แตะมือถือตลอดสามวันสามคืน มันทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจมาก การไม่ได้รับข่าวสาร การไม่ได้ติดต่อใคร การไม่ได้เห็นเรื่องราวของใครบางคนมันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนไม่รู้จักใครเหล่านั้นเลย แต่บางครั้งก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าทางบ้านจะกังวลหรือเปล่า จะเป็นห่วงมากไหม จะโทรหาฉันบ้างหรือป่าว เพราะพ่อเป็นคนที่หวงฉันมาก ขนาดท่านรู้ว่าขึ้นเขามามันไม่สามารถติดต่อได้เลยนั้น แต่ฉันถึงกับตกใจเมื่อฉันลงจากดอย มือถือเริ่มมีสัญญาณ มิสคอลเข้าเกือบเป็นร้อยๆข้อความ พอเปิดดูก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นของพ่อกันแม่ทั้งนั้น 555 ขนาดไลน์และเฟชบุ๊คพ่อกับแม่ยังส่งหาฉัน ทั้งๆที่ท่านก็รู้ว่าฉันไม่สามารถอ่านได้

แต่เรื่องราวเหล่านี้มันกลับทำให้ฉันแอบขำคนเดียว และยิ้มมีความสุขขณะนั่งรถออกมาจากหมู่บ้าน เพราะทำให้ฉันรู้ว่า ไม่มีผู้ชายและผู้หญิงคนไหนในโลกรักเราและเป็นห่วงเรามากขนาดนี้  นาทีนั้นมันทำให้ฉันว๊าปเข้าไปในความคิดเมื่อคร่าหนึ่งอีกครั้ง ครั้งที่ฉันดื้อดันจะไปเรียนที่ปัตตานีให้จนได้

หากวันนั้นฉันได้ไปเรียนจริงๆ ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่า พ่อกับแม่จะสามารถนอนหลับได้อย่างสบายหรือเปล่า ฉันรู้สึกผิดมากที่ตอนนั้นฉันวางอนาคตไว้โดยลืมใส่คำว่า ครอบครัวลงไป ทั้งๆที่มันคือเรื่องหลัก สิ่งที่ควรจะคิดอันดับแรก แต่ยังไงฉันก็ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปสอนที่นั้น

ไม่ใช่เป็นเพราะฉันอวดเก่งหรอกนะ แต่เป็นเพราะฉันเข้าใจว่า ถ้าที่นั้นไม่มีครูแล้วเด็กจะอยู่ในสังคมยังไง และถ้าฉันไม่มีครู ฉันจะมีความรู้ติดตัวอยู่จนทุกวันนี้หรือไม่

บางครั้งความสุขของเราไม่จำเป็นมาจากการทำอะไรหวือหวา ไม่ต้องทำให้ตัวเราเอง ไม่ต้องมาจากการได้ทำอะไรใหญ่โตมโหฬาร แต่บางครั้งความสุขอาจจะเข้ามาเพียงเริ่มจากสิ่งเล็กๆแต่มันจะอยู่ติดกับเราไปตลอดก็แค่นั้นเอง

เมื่อมือถือเริ่มมีสัญญาณการติดต่อเริ่มขึ้นอีกครั้ง ฉันรีบต่อสายหาพ่อทันที  ตู๊ด!…ตู๊ด!…ตู๊ด!

พ่อ: “ฮาโหล ลงจากดอยแล้วเหรอลูก”

น้ำตาฉันแทบจะไหลเมื่อได้ยินเสียงพ่อ ไม่รู้สิ ความรู้สึกตอนนั้นฉันอธิบายไม่ถูก แต่ฉันรู้สึกดีใจที่ได้คุยกับพ่อ และได้ยินเสียงพ่อ

ฉัน: “ลงมาแล้วคะ ตอนนี้อยู่บนรถกำลังจะออกนอกเขตหมู่บ้านแล้วคะ สัญญาณเลยเริ่มมี พ่อบอกแม่ด้วยนะฉันจะกลับแล้ว”

พ่อ: “เป็นไงบ้างละ สนุกไหม แล้วอยู่ที่นั่นกินอะไรบ้าง แล้วจะอยู่กรุงเทพอีกกี่วัน”  และอีกมากมายที่พ่อถามฉันจนฉันตอบไม่ทัน

ฉันกับพ่อคุยกันยืดยาว หัวเราะกันเพราะเรื่องที่ฉันเล่า ฉันจำได้ว่าไม่เคยคุยกับพ่อนานขนาดนี้มาก่อน และเราคุยกันราวกับว่าพ่อไม่ได้เจอฉันมาเป็นเดือนๆ  ฉันไม่แปลกใจหรอกที่โตจนตอนนี้พ่อกับแม่จะเป็นห่วงฉันอย่างกับฉันยังเป็นเด็กๆ เพราะฉันก็ยังเป็นเด็กจริงๆ ไม่ว่าฉันจะอายุมากแค่ไหนแต่ในสายตาพวกท่าน ฉันยังคงเป็นเด็กน้อยของท่านเสมอ

ณ ตอนนี้ ทำให้ฉันกลายเป็นคนใจเย็น ทำให้ฉันโตในรูปแบบของฉัน ทำให้ฉันรู้ว่าความสุขของฉันมันไม่ได้ขึ้นกับฐานะเงินทอง แม้ฉันจะเกิดมาเพียงเป็นเด็กชาวสวนธรรมดา ฐานะทางบ้านไม่ได้โอฬารมีบ้านหลังใหญ่ แต่ฉันก็รู้สึกภูมิใจที่มีครอบครัวแบบนี้ จะว่าไปครอบครัวฉันมักจะเป็นครอบครัวเฮฮามากกว่าการเป็นครอบครัวแบบหวานๆโรแมนติก พ่อฉันเป็นคนตลก เลยทำให้ฉันมักมีความสุขเวลาคุยด้วย แม่ฉันเป็นคนตรงๆ ซื่อๆเลยทำให้ฉันกลายเป็นแบบแม่ไปด้วย หลายครั้งที่เพื่อนๆมักจะล้อฉันว่าฉันซื่อเกินไปที่จะรู้ความหมายของคำบางคำ 555 ส่วนเจ้าน้องชายฉันนะเหรอ แล้วใหญ่เลย เป็นคนสบายๆ ชิวๆ แต่โคตรจะมีระเบียบเลย บ่อยครั้งที่ฉันต้องทนกับเสียงบ่นของน้องเพราะฉันทำโต๊ะหนังสือรก

ฉันภูมิใจที่ได้ไปค่ายครูบ้านนอก ฉันภูมิใจที่ได้เจอเพื่อน เจอมิตรภาพ ฉันภูมิใจที่มีครอบครัวที่แสนดีคอยเป็นแรงผลักดันอยู่ข้างๆ และสิ่งที่ฉันภูมิใจมากๆคือ ฉันได้ลงมือทำด้วยตัวเองทุกๆขั้นตอน แม้จะมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยบ้าง แต่ฉันก็ยังคงรู้สึกภูมิใจที่ฉัน รู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่ฉันมี

                                   “สิ่งที่ย้อนกลับไปไม่ได้”

สีสันของภาพ

ภาพถ่ายคือสิ่งที่บอกกับเราว่า มันยังคงเหมือนเดิมทุกๆอย่าง หน้าตา สถานที่ รูปลักษณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในภาพ แต่ภาพถ่ายไม่สามารถรื้อเวลา และวัน เหล่านั้นกลับมาให้เราอีกครั้ง แม้ว่าทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิมในกาลเวลาที่เปลี่ยนไปเมื่อหยิบขึ้นมาดู แต่มันก็ไม่ได้บอกว่า คนที่อยู่ในภาพจะเป็นเหมือนเดิมตลอดไป

ทางทีมงานพาพวกฉันมาส่งที่สถานีขนส่งฝาง ฉันมีเพื่อนร่วมทางเดินทางกลับเยอะเลย เพราะพี่ๆในค่ายจองรถเวลาเดี่ยวกับฉัน และศึกครั้งสำคัญก็มาอีกรอบ

ฉันเป็นคนเมารถ แบบอาการหนักมากๆถ้าหากไม่กินยา ตอนเดินทางขามาที่ฉันดูเป็นปกติไม่มีอาการใดๆเป็นเพราะฉันกินยาเมารถไว้ตั้งแต่ก่อนขึ้นรถประมาณครึ่งชั่วโมง ฉันเลยเดินทางมาได้โดย สวัสดิภาพ  แต่เหตุการณ์รอบนี้ฉันกลายเป็นปลาทองไปชั่วขณะ ลืมไปได้ยังไงว่าตัวเองเมารถ ฉันลืมกินยาแก้อาการเมารถ พระเจ้า!! ล้อรถเคลื่อนที่ไปได้สักระยะหนึ่ง บวกกับพี่ที่นั่งด้วยกันนั้นเป็นพี่ในค่ายและเราก็สนิทกันแล้ว เราก็ค่อนข้างที่จะคุยกันเยอะไปนิด

ใครๆก็บอกว่าเชียงใหม่มีหนึ่งร้อยโค้ง แต่ฉันว่ามันมากกว่าร้อยๆโค้งนะ มากจนฉันเริ่มมึนหัวตาลาย และเริ่มรู้สึกตัวเองว่า  

ฉัน: “เฮ้ย !! พี่คะฉันลืมกินยาเมารถ ทำไงดี ตอนนี้เริ่มมึนหัวแล้วคะ”

พี่ข้างๆ: “อ้าว นี่เมารถเหรอ งั้นนอนดีกว่าไหม พี่ว่าเดี่ยวมันจะเมามากกว่าเดิม

แล้วพี่เขาก็เดินลงไปที่โซนคนขับเพื่อขอยาเมารถให้ฉัน โชคดีมากๆเลยที่คนขับรถมียาเพื่อประทังชีวิตฉันไว้ คนขับรถยกให้ฉันมาทั้งแผงเลย แต่มันก็ไม่เสมอไปสินะ ฉันกินยาตอนอยู่บนรถต้องรออีกครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ยาถึงจะออกฤทธิ์ ฉันหมดสภาพเดินขึ้นเดินลงไปห้องน้ำเกือบสิบกว่ารอบเพื่อไปอาเจียน เพราะกว่าจะหลุดออกจากเส้นทางตรงนั้นได้ โค้งนี้เยอะยังกับฝูงไก่ฝูงกา

และฉันก็หลับไปอยู่นานเหมือนกัน และยาคงจะไม่ออกฤทธิ์ เพราะตอนฉันอาเจียนไปยาคงจะออกไปหมดแล้ว พี่เขาเลยให้ฉันกินใหม่อีกรอบ รอบนี้ฉันหลับยาวจนนู้น รถจอดให้ลงกินข้าวระหว่างจังหวัดเลยทีเดียว ฉันตื่นแบบงงๆ เมาๆ มึนๆ ว่าที่นี่คือที่ไหน ถึงแล้วเหรอ อะไรทำนองนั้น และหลังจากที่ลงจากรถไปล้างหน้ากินข้าวกินขนม ก็เริ่มตั้งสติได้ คราวนี้หละตื่นเลย และก็ดีใจที่อาการเมารถหายไปเพราะฤทธิ์ยา

ฉันเกือบจะลืมไปว่าฉันสามารถเล่นมือถือได้แล้ว มีสัญญาณแล้ว แต่ฉันก็รู้สึกยังไม่อยากเล่น หลังจากแวะกินข้าวเสร็จ ฉันเดินขึ้นรถไปนั่งในที่ของฉันแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดูภาพถ่ายที่ฉันถ่ายตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นไปบนหมู่บ้าน ภาพบางภาพก็มีแบบเบลอๆ  มืดไปบ้าง ไม่ชัดบ้างหละ แต่ฉันไม่เคยตัดสินใจคิดอยากจะลบมัน ฉันอยากเก็บทุกภาพที่ฉันมีในตอนนี้เอาไว้ แม้ภาพจะดูเหมือนไม่สวย แต่สำหรับมันคือภาพที่สวยและดูมีราคา ฉันไม่ได้ชอบเพราะฉันใช้กล้องฉันถ่ายหรอกนะ แต่ฉันชอบอิริยาบถของภาพและสิ่งที่อยู่ในนั้น ถ้าวันนั้นฉันตัดสินใจกดลบภาพ มันอาจจะทำให้ฉันรู้สึกเสียใจมากๆ เพราะฉันไม่สามารถกลับไปถ่ายมันมาได้อีก

แม้จะเป็นที่เดิม สถานที่เดิม คนเดิม แต่เราก็ไม่สามารถถ่ายให้มันเหมือนเดิมได้  และที่สำคัญมันไม่ใช่แค่ภาพ แต่นั่นคือความรู้สึกที่เราสามารถสัมผัสได้เมื่อมองมัน ภาพไม่ได้แค่บอกว่าคนในภาพสวยหรือไม่สวย ไม่ใช่แค่บอกว่าทิวทัศน์สมบูรณ์หรือเปล่า แต่ภาพทุกภาพอยากให้สัมผัสถึงความรู้สึกจากการดูและการเก็บไว้ เชื่อเถอะว่าภาพถ่ายทุกภาพมันมีเสน่ห์และความสวยของตัวมันเอง

ภาพบางภาพอาจจะเป็นขาวดำ แต่เมื่อมองแล้วกลับพบว่ามันให้สีสันมากเสียกว่าภาพที่เป็นสีเสียอีก เพราะภาพถ่ายไม่ได้วัดกันที่คุณภาพสี ไม่ได้วัดว่าออกมาจากกล้องยี่ห่อไหน ไม่ได้วัดว่าใครถ่าย แต่เขาวัดกันที่ความรู้สึกของภาพเมื่อเรา สัมผัส เพราะเราไม่สามารถย้อนกลับไปทำสิ่งที่อยู่ในภาพได้ใหม่

 

                                  “ครู บ้าน นอก”

หัวใจครูดอย166

เหล่าบรรดานักล่าฝัน ใช่เพียงแค่รอทำตามความฝันแล้วสิ้นสุดลง หากแต่มันคือจุดเริ่มต้นเล็กๆที่จะช่วยก่อความฝันให้ไปต่อ

ไม่เคยคิดว่าจะมีโครงการเหล่านี้ ไม่เคยรู้ว่ามูลนิธิแห่งนี้จัดค่ายประเภทนี้ด้วย เพราะปกติรู้จักแค่ในนามการตามหาผู้สูญหายออกจากบ้าน จนวันหนึ่งคงเป็นเพราะโชคลิขิตทำให้เปิดเข้าเว็บไซต์โดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่า เปิดเข้าไปเมื่อไหร่ เปิดยังไง เปิดไปตอนไหน แต่เมื่อเปิดเว็บไซต์เข้ามาอ่านลายละเอียดฉันรู้สึกว่าฉันต้องทำ ฉันต้องลงมือ ฉันจะต้องลองในสิ่งที่ยากจะท้าทาย

และสุดท้ายที่ฉันรู้สึกเด็ดเดี่ยวว่าจะทำมันให้ได้ก็ส่งผลให้ฉันเจอกับการเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ แม้ใครต่อใครจะมองว่าฉันเป็นแค่เด็กน้อย จุดเริ่มต้นของฉันได้เริ่มจากครูบ้านนอก “ครูบ้านนอก” ฉันไม่รู้หรอกนะว่าความหมายที่คนทั่วไปมองคำๆนี้ว่ายังไง แต่สำหรับฉัน ฉันมองคำนี้ว่า  ครูที่ไม่ใช่ใครใครก็เป็นกันได้ ครูที่ไม่ได้ต้องการเงินเดือนเป็นค่าตอบแทน ครูที่ไม่ใช่สอนอยู่เพียงแค่ห้องแอร์เย็นๆรอเซ็นสมุดการบ้านของเด็กในแต่ละวัน

แต่ครูบ้านนอก ณ ที่นี้ของฉัน คือ ครูที่ต้องมีหัวใจกล้าหาญ ครูที่ต้องเข้มแข็งและอดทน ครูที่สามารถยอมเสียสละตัวเองได้แม้ไร้เงินเดือน ครูที่ทนสภาพต่อความยากลำบากถ้าแลกกับการได้ไปทำเพื่อเด็กๆ และครูที่มีหัวใจแห่งความเป็นครู ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าที่ แต่เป็นหัวใจที่มีคำว่า ครู จริงๆ

หัวใจครูดอย ก็เช่นกันไม่ใช่มีแค่เพียงป้ายชื่อห้อยไว้ที่คอ เขียนนำหน้าว่า ครู แล้วเราจะภูมิใจกับมัน แต่สิ่งที่ควรภูมิใจคือ การลงมือทำได้ดีกว่าสิ่งที่เห็นในป้ายห้อยคอ ฉันเชื่อว่าทุกคนที่ยืนอยู่ ณ 166 ทุกคนต่างก็มีหัวใจครูดอยเหมือนกัน หัวใจที่พวกเราช่วยกันสร้าง ช่วยกันก่อ แม้จะออกมาไม่ดีที่สุดในการทำงาน แต่ทุกๆอย่างเราทำด้วยความตั้งใจ

ฉันไม่เพียงแค่ภูมิใจที่มีชื่ออยู่ในทำเนียบครูบ้านนอกรุ่น166 แต่ฉันรู้สึกภูมิใจที่ได้สร้างความสุขให้แก่เด็กๆและคนในหมู่บ้าน ทำเนียบครูบ้านนอกใช่แค่สร้างขึ้นมาเพื่อแสดงหน้าตาของบุคคลที่ไปร่วมกิจกรรม แต่ฉันว่า มันคือจารึกแห่งความทรงจำที่ได้บอกว่าบุคคลเหล่านั้นได้ขึ้นไปร่วมสร้าง ร่วมแรง ร่วมใจ ขึ้นไปส่านฝันให้กับเด็กๆที่อยู่ห่างไกลอย่างที่ฉันทำ

ครูบ้านนอก166 (หัวใจครูดอย)….ฉันเคารพในคำคำนี้เสมอ และภาคภูมิใจที่ได้ใช้นามสกุลร่วมกับ  ชาวค่ายคนอื่นๆ ค่ายแห่งนี้จะยังคงอยู่ภายใต้ความทรงจำของฉันเสมอ แม้ว่าฉันจะเดินทางไปคนละทางกับค่ายนี้แล้วก็ตาม แต่หัวใจของฉันยังคงคอยติดตามไปเสมอ รอวันที่ฉันจะได้หวนกลับไปเป็นครูดอยอีกครั้ง    

ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้จุดประกายไฟแห่งการเริ่มต้น และการเริ่มความฝันของฉัน ฉันเชื่อว่ายังมีใครต่อใครที่ยังสงสัยในคำพูดของฉันที่ว่า “ฉันมาทำตามความฝันของฉันตั้งแต่ตอน6ขวบ” ประโยคนี้คือสิ่งที่ฉันพูดเมื่อตอนแนะนำตัว ฉันไม่รู้ว่ามีใครสนใจมัน ฉันไม่ได้ต้องการที่จะเป็นจุดเด่น หรืออ้างสรรพคุณตัวเองว่าฉันมีอะไรดี แต่มันเป็นเรื่องจริงของเด็กผู้หญิงคนนี้ที่อยากจะเดินตามรอยฝันในวันที่สามารถลงมือทำได้แล้ว และฉันต้องขอบคุณโอกาสที่เปิดทางสว่างให้ฉันได้เดินไป ฉันคิดว่าเรื่องราวของฉันอาจจะเป็นคำตอบของประโยคนี่ในวันนั้นได้ดี ว่า “ฉัน มา ทำ ตาม ความ ฝัน เช่น ไร”

 

บทสรุปของเรื่องราว

แด่ผู้ที่มีความฝัน…ความฝันไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องที่เราต้องลงมือทำ ที่สำคัญเราไม่ควรดูถูกความฝันของผู้อื่น เพราะตัวเราเองก็ไม่ชอบให้ใครมาดูถูกความฝันเราเช่นกันใช่ไหมละ

ความฝันมันไม่มีคำว่า ฝันใหญ่ ฝันไปไกล ฝันไปลมๆ ถ้าหากเราจะลงมือทำ ฉันว่าถ้าเราศรัทธากับอะไรสักสิ่ง สักวันความศรัทธาของเราจะพาเราไปพบกับความสำเร็จเอง ฉันศรัทธาในตัวฉันเอง ฉันศรัทธาต่อความฝันของฉัน ฉันเองฉันเชื่อว่าวันหนึ่งความศรัทธาที่ฉันมีจะนำทางฉันไปถึงเป้าหมายที่ฉันตั้งไว้

แม้วันนี้อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่รู้ไหมว่าการที่ฉันเริ่มต้นแค่จากจุดเล็ก แต่มีเด็กกลุ่มใหญ่ไม่น้อยที่ได้รับความสุข ก่อนปิดท้ายเรื่องราวทั้งหมดของฉัน ฉันมีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะเล่า ต้นเรื่องฉันเคยบอกไว้ว่าฉันเคยทำเรื่องกับผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อขอเข้าไปสอนน้องๆ

มีเด็กน้อยผู้ชายคนหนึ่ง ครูประจำชั้นบอกกับฉันว่าน้องเป็นเด็กพม่า พ่อแม่เข้ามาทำงานในไทย ฉันเลยเข้าไปพูดคุยด้วย น้องบอกกับฉันว่าน้องไม่ใช่คนที่นี่หรอก น้องย้ายโรงเรียนมาแล้วหลายหน เพราะพ่อแม่ทำงานก่อสร้าง เวลาไปรับงานที่จังหวัดไหนน้องก็ต้องย้ายโรงเรียนตามไปด้วย บ้างก็ไม่ได้เรียนเพราะไม่มีเงินจะเรียน ฉันอึ้งไปกับคำพูด และฉันมองดูรอบๆตัวน้อง น้องใส่ชุดนักเรียนเก่าๆ รองเท้าที่ขาดจนปะแล้วปะอีก  ฉันเองทำอะไรได้ไม่มากหรอกนอกจากจะสงสารน้องและเข้าใจถึงความรู้สึกลึกๆของเด็กผู้ชายคนนี้

เคยสังเกตอะไรไหมในบางครอบครัวที่เพียบพร้อมไปสะทุกอย่าง ฐานะเงินท้องกองจนไม่รู้จะไว้ตรงไหน ลูกบ้านนั้นกลับไม่ค่อยตั้งใจศึกษา แต่ลองมองกลับอีกมุม ในบ้านที่ฐานะค่อนข้างยากจน และไม่มีทุนทรัพย์ที่จะศึกษากลับทุรนทุรายที่อยากจะศึกษา และเมื่อมีโอกาสนั้นเข้ามาก็มันจะตั้งใจและลุยไปกับมันอย่างเต็มที่

น่าผิดหวังที่บางอนาคตมืดเพียงเพราะไม่มี เงิน และที่น่าเสียใจที่สุดคือ คนที่มีเงิน กลับไม่เห็นคุณค่าทางการศึกษาเลย

เด็กบนดอยก็เช่นกัน ทุกๆชีวิตแม้เขาจะเป็นแค่ชนกลุ่มน้อยที่พวกเราอาจจะไม่รู้จัก และไม่เคยได้ใกล้ชิด แต่การที่ฉันได้เข้าไปอยู่ร่วมกับเขาเพียงไม่กี่วัน มันกลับทำให้ฉันรู้ถึงความต้องการของเด็กๆ และชาวบ้าน พวกเขาดูดีใจที่พวกเราชาวค่ายขึ้นไปที่หมู่บ้าน และรู้สึกถึงความหวังอีกครั้งที่พวกเรากำลังหยิบยื่นส่งให้แก่ลูกหลานชาวดอย

แล้วคุณละมองเห็นอะไรในตัวเด็กผู้ชายคนนี้ และ ตัวคุณเองบ้าง …..    ณ วันนี้
…จบ..

เรื่องเล่าโดย….

“กรวรินท์”

Leave a Reply

scroll to top