Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the give domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/bannokco/domains/bannok.com/public_html/volunteers/wp-includes/functions.php on line 6114

Notice: Function _load_textdomain_just_in_time was called incorrectly. Translation loading for the newsplus domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/bannokco/domains/bannok.com/public_html/volunteers/wp-includes/functions.php on line 6114
หัวใจบอกว่า...ถึงเวลาเดินทาง ⋆ ครูบ้านนอก ครูอาสา รับสมัคร กลุ่มคนจิตใจอาสา

หัวใจบอกว่า…ถึงเวลาเดินทาง

วันที่ฝนกำลังหลั่งหยดน้ำอย่างบ้าระห่ำจนอึ่งอ่างและเขียดยังไม่กล้าส่งเสียงแข่ง
ผมซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม กดเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไปๆมาๆ พลางฮั่มเพลง สองหมื่น ของแสตมป์เบาๆในลำคอ

“อยู่ที่เราจะใช้เวลาที่มี อยู่บนโลกนี้กันยังไง
เพื่อให้กับตัวเองคนเดียวทุกวัน
หรือจะแบ่งปันให้คนอื่นบ้างไหม
เพื่อเราจะไม่ต้องมาเสียดาย เวลาที่ต้องจากไป”

ร้องมาถึงท่อนนี้ สายตาต้องหยุดชะงักอยู่กับหน้าFacebook ที่มีการเปิดรับสมัครครูอาสาในโครงการครูบ้านนอกรุ่น 156 มันตรงกับช่วงหยุดยาวสงกานต์พอดีนี่ ไม่ถึงนาทีผมตัดสินใจ กดโทรศัพท์โทรหา”ครูจะเด็จ” ยังไม่ทันที่ปลายสายจะกล่าวทักทาย
ฮัลโหล พี่ ค่าย 156 ผมไปด้วยนะ
ปลายสายพูดมาสั้นๆแค่ ครับ
แล้ววันรุ่งขึ้นผมก็มานั่งกับครูจะเด็จที่ร้านข้าวมันไก่ที่ บขส.ใหม่เชียงราย ในร้านข้าวมันไก่ มีหลายคนที่แต่งตัวมาเหมือนไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามาเป็น”ครูดอย” เรากล่าวคำทักทาย สวัสดี ทั้งรู้จักและกำลังจะรู้จักระหว่างรอคณะครูที่กำลังเดินทางมาจากกรุงเทพ เมืองที่ขอบตึกอยู่ใกล้กว่าขอบฟ้า และคงเป็นเมืองที่มีคนเหงามากกว่าเสาไฟฟ้านั้น เดินทางมาถึง บทสนทนาทักทาย แนะนำตัวก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ไม่ถึงสิบนาทีก็กลายเป็นเพื่อนกัน เมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งหมดเดินทางมาถึงและยังไม่ถึง รถสองแถวสีฟ้าเข้มก็เคลื่อนตัวมาจอดที่หน้า บขส. ก่อนที่สี่ล้อจะค่อยๆเคลื่อนพาเราออกไปยังจุดหมาย
ณ กระจกเงา ผมจำไม่ได้ว่าเคยมาที่นี่กี่ครั้ง แต่จำได้ว่า ทุกครั้งที่มา เหมือนเวลาจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อรถเคลื่อนผ่านจนสุดทางคอนกรีต มีพี่คนหนึ่งพูดว่า “ยินดีต้อนรับสู่กระจกเงาครับ” คำพูดนี้ ฟังดูอบอุ่นชะมัด เหมือนการได้กลับมาอยู่บ้านอีกหลังที่ห่างหายไปนาน เราหลายคนเริ่มพูดคุยกันเริ่มรู้จักกัน ณ ตรงนี้
เราเริ่มกิจกรรมกิจกรรมจับกลุ่มนั่งแลกเปลี่ยนทัศนคติ มุมมอง การใช้ชีวิตกัน เพื่อรอคณะครูที่ยังเดินทางมาไม่ถึง หลายคนยังเรียนอยู่ หลายคนทำงาน และ หลายคนว่างงาน แต่ตอนนี้ เราวางทุกสิ่งที่แบกมา ถอดหน้ากาก หัวโขน จากที่ทำงาน ไม่มีเจ้านาย ไม่มีลูกจ้าง ไม่มีพนักงาน เราต่างเอาสิ่งเหล่านั้นกองไว้ที่หน้ากระจกเงา
เวลานี้มีแค่ พี่กับน้อง เสร็จสิ้นกระบวนการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ก็มีข้าวห่อใบตอง น้ำพริก และ หมูทอด มาให้เราได้นั่งล้อมวงกินกัน กินไปคุยไป นานแล้วนะที่เราไม่ได้ล้อมวงกินข้าวเหนียวจากใบตองและมีของว่างเป็นรอยยิ้ม
ไม่รู้ว่าข้าวหมดห่อไปตอนไหน รู้แต่ว่า กับข้าววันนั้นอร่อยจริงๆ
หลังจากทานข้าวเสร็จเราก็จับฉลากบัดดี้-บัดเดอร์ คือการดูแลคนที่เราจับได้ชื่อแบบอยู่ห่างๆอย่างไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว เข็มสั้นของนาฬิกาก็ชี้ไปที่เลข หนึ่ง พร้อมบอกเวลาอย่างเบาๆที่ปลายเข็มให้เรารู้ว่า ถึงเวลาเดินทางแล้ว เราแบ่งกลุ่มตามสี เพื่อเดินเข้าหมู่บ้าน เมื่อทุกคนพร้อม ทุกอย่างพร้อม ก็ได้เวลาออกเดินทาง
เชิญตัวแทนสีเหลืองกับคำคมยามบ่ายครับ…

“ร่ำรวยเงินทอง
อาจยังไม่มีความสุขเท่า
การได้ครอบครอง
ความทรงจำดีๆแค่เรื่องเดียว

…แล้วเราก็ออกเดินทาง

scroll to top