ดอกไม้กลางไพร

สองมือที่ตีกระทบหนังกลอง…….

ด้วยห้วงทำนองเป็นจังหวะเพลง ซ้ำไปซ้ำมา ประกอบกับเสียงฉาบและการเป่าจิ้งหน่อง ขบวนผู้คนแต่งกายในชุดชนเผ่าลาหู่ ล้อมวงเป็นวงกลม ประกอบด้วยท่าเต้นย้ำเท้าไปตามจังหวะกลอง เข้ากับทำนองได้เป็นอย่างดี “จะคึ” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ปอเตเว” คณะครูบ้านนอกและหงะปา (พ่อ) หงะเอ (แม่) รวมทั้งเด็ก ๆ เยาวชนในชุดชนเผ่าลาหู่นะ ออกมาเต้นรำกันอย่างสนุกสนานซึ่งเคลือบแฝงด้วยวัฒนธรรมที่ไม่เสื่อมคลายของชนเผ่าลาหู่ ในคืนนี้คืนวันอำลาครูบ้านนอก รุ่น 77 ณ บ้านห้วยลุหลวง เป็นคืนที่สี่แล้วสินะที่ครูบ้านนอกเข้าไปอาศัยและทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ และชาวบ้าน มันช่างรวดเร็วยิ่งนัก ครูและเด็ก ๆ ไม่อยากให้ถึงวันนี้เลยมันช่างเศร้าเสียจริงเมื่อนึกถึงวันพรุ่งนี้ที่ต้องจากกัน น้ำตาสักกี่หยาดหยดที่ไหลรดแก้มมันเป็นน้ำตาแห่งการลาจากแห่งความประทับใจที่ตราตรึงผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี

หากมองย้อนกลับ ไปตั้งแต่วันแรกที่มาถึง  คณะครูก็ได้สัมผัสถึงการต้อนรับที่แสนจะอบอุ่นเป็นกันเองของหมู่บ้านที่ เข้าไปพักพิง ซึ่งเป็นวิสัยดั้งเดิมของชนเผ่า
ลาหู่  ที่ต้อนรับผู้มาเยือน ตามธรรมเนียมวันแรกที่มาถึงครูต้องเข้าพักบ้านเด็ก ๆ และอยู่รวมกันเป็นครอบครัวเดียวกันกับชาวบ้าน  เพื่อสร้างความกลมเกลียวแน่นแฟ้นด้านความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี  มื้อเย็นมื้อนี้เป็นมื้อแรกที่ครูต้องแสดงฝีมือในการทำอาหาร  และรับประทานอาหารร่วมกับคนในครอบครัวเป็นมื้อแรก กลางคืนก็เป็นกิจกรรมสันทนาการที่ครูบ้านนอกทำร่วมกับเด็ก  ในทุก ๆ คืนและทุก ๆ วัน ที่คณะครูบ้านนอกเข้าไปทำ กิจกรรม  สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับครูและเด็ก ๆได้เป็นอย่างดีจากจุดนี้เองเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจของทั้ง ครูและเด็กอย่างไม่รู้ตัว เมื่อถึงวันที่ครูบ้านนอกต้องเป็นนักเรียนบ้างมันช่างเป็นวันแห่งการเรียน รู้ของครูจริง  ๆ โดยมีนักเรียนเป็นครูและครูก็กลับกลายมาเป็นนักเรียน  เป็นการเรียนรู้การดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอดตามแบบฉบับชนเผ่า

วันนี้เราครูบ้านนอกและเด็ก ๆ เดินทางไปน้ำตก
          ระหว่างสองข้างทางคุณครูตัวน้อยสอนให้เราหาอาหาร เก็บผักหญ้าที่สามารถกินได้มาทำอาหารเที่ยงกินกัน ที่น้ำตก โดยข้าวมื้อนี้เป็นการหุงข้าวและประกอบอาหารที่เก็บมาได้โดยมีกระบอกไม้ไผ่ เป็นภาชนะในการหุงต้ม  เด็กและครูแสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่  เริ่มตั้งแต่ช่วยกันหาภาชนะตลอดจนถ้วยจานที่ทำมาจากใบตอง  น้ำที่ใช้ก็เป็นน้ำจากธรรมชาติที่ไหลมาจากน้ำตกโดยเด็กสอนให้ครูรู้จักวิธี การดื่มน้ำจากตาน้ำ   ซึ่งครูถึงกับอึ้ง เพราะวิชาที่ร่ำเรียนมาสู้เด็ก  ๆ ไม่ได้เลยในการเอาตัวรอด

จากวันเป็นคืน…
ที่ คณะครูอาศัยอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านเสียงหัวเราะและรอยยิ้มไม่เคยเลือนหายไป จากใบหน้า  ดึกแล้วที่แห่งนี้ ปราศจากไฟฟ้า   เมื่อทิวา ย่างกรายผ่านมา ค่ำคืนที่นี่จึงมืดมิด  มีเพียงแสงดาวเท่านั้นที่ส่องทาง  ระยิบระยับ  วับวาวอยู่บนฟ้า เราแหงนหน้ามองดวงดาว เหมือนว่าจะเอื้อมคว้าถึงมัน แต่เปล่าเลย  เราอยู่ไกลเหลือเกิน คิดพลางยิ้มเยาะให้กับตัวเอง แต่มันคงมีดาวอีกดวงที่เราไขว้คว้าได้นั้นคือดาวประดับใจที่เราได้รับจาก เด็ก ๆ และคนในชุมชน ความเหน็บหนาว เมื่อหมอกห่มร่าง  ใต้ฟ้า  กายสะท้าน ลมยะเยือก  เย็นเยียบยิ่งนัก  อรุณรุ่ง  หมอกยังหนาตา  น้ำค้างเกาะยอดหญ้า ลมโชยมาปะทะไอเย็น ต้องใบหน้า  อากาศเช่นนี้
เมื่อ พบก็ต้องมีจาก  วันลาก็มาถึง  แม้แสงแดดจะร้อนในช่วงสายแต่ หงะเอ – หงะปาและเด็ก ๆ ก็พร้อมใจกันมาส่งคณะครู ที่กลางลานหมู่บ้านซึ่งเรียกน้ำตาจาก  “ครูบ้านนอก” ได้ดีนักแล

 

Share this post

ใส่ความเห็น

scroll to top