เรื่องเล่าครูบ้านนอกตอนที่11 “ณ วันหนึ่ง”

๑๑.“ณ วันหนึ่ง”

กาลครั้งหนึ่ง

การที่เด็กคนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีฐานะดีไปกว่าการใช้ชีวิตให้พอเพียง ตัดสินใจแบกกระเป๋าเดินทางฝ่าความหวังต่างๆขึ้นไปบนที่ที่หนึ่ง ซึ่งสูงมาก เดินก้าวไปในทางที่ยังไม่รู้ว่าจะพบกับอะไร จนสุดท้ายปลายทางก็ได้เป็นบทพิสูจน์ว่า สิ่งนี้มันไม่ยาก ถ้ามีการลงมือครั้งแรก

ฉันเชื่อมั่นในความรู้สึกของฉันว่า วันแรกของค่าย และวันสุดท้ายของที่นี่มันช่างแตกต่างกันลิบลับ การที่ฉันไม่รู้อะไรในตอนต้น จนได้เรียนรู้มาเรื่อยๆในระดับกลาง จนถึงช่วงสุดท้าย มันกลับทำให้ฉันได้เข้าใจว่าแม้จะสิ้นสุด แต่ชีวิตยังคงดำเนินต่อ

ฉันแบกกระเป๋าขึ้นหลังกระบะของรถทีมงานที่มารอรับเราเพื่อที่จะพาเราลงเขาทางหลังหมูบ้าน เดี่ยวนะมีทางที่รถสามารถขึ้นมาได้ด้วย งั้นแสดงว่าวันแรกเราโดนทีมงานหลอกให้เดินขึ้นเขากันเหรอเนี่ยะ 555 อย่าเรียกว่าโดนหลอกเลย ต้องขอบคุณทางทีมงานมากกว่า ที่สอนให้เราได้รู้จักคำว่าลำบาก แม้จะมองว่าเป็นเรื่องลำบาก แต่สำหรับฉันเป็นอะไรที่ท้าทาย และสนุกมาก บางครั้งเราก็ไม่ได้ต้องการความสบายเสมอไป

ทุกๆคนได้แต่กล่าวคำล่ำลากัน ต่างก็โบกไม้โบกมือ รีบเก็บภาพถ่ายกันจนวินาทีสุดท้าย ส่วนตัวฉันนะเหรอ รีบเดินขึ้นรถไปตั้งนานแล้ว ฉันไม่มีแม้แต่กระทั้งคำพูดว่าลาก่อน ฉันไม่มีแม้กระทั้งจะมองหันหลังกลับไปสบตาใคร สิ่งเดียวที่ฉันทำในตอนนั้นเป็นครั้งสุดท้ายคือ การมองหน้าเด็กน้อยนะโจและการมองไปรอบๆหมู่บ้านแค่แว๊บหนึ่ง

วันนี้นะโจเงียบจนสังเกตได้ ไม่เข้ามาเล่นด้วย เหมือนจะรู้แล้วว่าฉันจะต้องกลับบ้าน ฉันมองหน้าเด็กน้อย แต่เด็กน้อยไม่มองตอบ ฉันไม่มีแม้แต่คำพูดสุดท้าย อาจจะดูเหมือนโหดร้ายสำหรับใครบางคน แต่จริงๆแล้วฉันเป็นคนเดียวที่รู้ความรู้สึกของฉันดี แม้ภายนอกจะดูว่าฉันสดใส ร่าเริง แต่จริงๆฉันเป็นคนที่อ่อนต่อความรู้สึกในบางครั้ง ฉันรู้ดีว่าถ้าหากฉันพูดอะไรออกไป น้ำตาของฉันจะต้องไหลออกมาแน่ๆ

สิ่งเดียวที่ฉันยังคงทำได้คือการยิ้ม ยิ้มให้ทุกๆคนได้เห็น ว่าฉันมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่ ยิ้มเพื่อเป็นการสั่งลาหมู่บ้านแห่งนี้ ณ วันนี้ฉันไม่เคยเสียใจที่ฉันไม่ได้พูดคำว่า ลาก่อน มันนานมากแล้วที่ฉันจากมา นานมากแล้วที่ขาดการติดต่อจากคนที่นั้น ฉันไม่รู้ว่าคนที่นั้นจะสบายดีไหม ฉันไม่รู้ว่าคนที่นั้นจะเป็นยังไงบ้าง ฉันไม่รู้ว่าจดหมายและรูปภาพที่ฉันส่งไป จะถึงคนบนนั้นหรือเปล่า ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะคิดถึงฉันไหม แต่สิ่งที่ฉันรู้ดี และชัดเจนที่สุดคือ ฉันคิดถึงที่นั้นจับใจ

ฉันคิดถึงหมอก คิดถึงหมู่บ้าน คิดถึงเด็ก คิดถึงน้าผู้ชายใจดี คิดถึงบ้านหลังหนึ่ง คิดถึงภูเขา คิดถึงน้ำตก คิดถึงทุกๆอย่างที่อยู่บนนั้น คิดถึงเส้นทางที่ฉันได้เดิน ได้ก้าวไป ฉันไม่ผิดหวังเลยที่เลือกไปลองใช้ชีวิตที่นั้น แม้จะเป็นเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่ฉันสามารถสัมผัสได้มากกว่าการรู้สึก

บางครั้งฉันเองก็คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น มันเกิดขึ้นจริงๆหรือเป็นเพียงเพราะฉันหลับตาและฝันไป แต่ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณทุกอย่างบนนั้นที่ทำให้ฉันได้มี “กาลครั้งหนึ่ง”

                                               “รอ วัน เวลา พามา เจอกัน”

จะกลับมาบอกอีกครั้ง

เวลาไม่อาจนับถอยหลังกลับไปได้ สายน้ำไม่สามารถไหลทวนกลับมาได้ โลกไม่อาจจะหยุดหมุนได้ในตอนที่ค้นพบกับความสุข กระจกที่แตกไปแล้วไม่สามารถต่อกลับไปใหม่ได้ ชีวิตเองก็เช่นกันไม่สามารถย้อนกลับไปทำในสิ่งที่มันผ่านมาแล้วได้อีก แต่…. อะไรๆก็ไม่มีความแน่นอน

ฉันแอบรู้สึกเสียใจอยู่ในความภาคภูมิใจ แต่ลึกๆก็รู้สึกประทับใจในสิ่งที่ตัวเองได้ทำเอาไว้ แม้บุคคลภายนอกอาจจะดูแค่เพียงกิจกรรมเล็กๆน้อยๆ แต่สำหรับฉันมันมีความพิเศษและยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ การที่ฉันไม่เคยได้ไปไหน และทำอะไรแบบนี้เลย มันเลยดูเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

แม้ความเสียใจของฉันที่ได้จากลาที่นี่ไป  แต่ฉันไม่เคยรู้สึกเสียใจที่ฉันมีเวลาบนที่แห่งนี้เพียงสี่วัน มันกลับเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขมากอย่างบอกไม่ถูก เป็นช่วงเวลาที่เหมือนโลกมันกำลังหยุดหมุนเลยทีเดียว เหมือนฉันกำลังหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของนิทานเรื่องไหนสักเรื่อง

ฉันยังคงจดจำเรื่องราวทุกๆตอนที่เกิดขึ้นที่นั้นได้ดี ฉันไม่เคยทิ้งความรู้สึกของฉันไว้บนที่นั้นเลยสักนิด จากวันแรกที่ฉันกลายเป็นเด็กเดินหิ้วรองเท้าแตะขึ้นเขา มันยังคงเป็นภาพติดอยู่ในหัวใจของฉันมาเสมอ และทำให้ฉันหัวเราะได้ตอนที่นึกถึงมัน

การจากลาของฉันที่ไม่ได้กล่าวคำ ลา  มันดูเหมือนช่างใจร้าย ดูเหมือนหมดเยื่อใย ในขณะที่ทุกคนเอ่ยคำลา แต่ฉันกลับเงียบ นั่นไม่ได้บอกว่าตัวฉันเป็นคนไม่มีความรู้สึก แต่เป็นเพราะฉันรู้สึก ฉันถึงเลือกที่จะไม่พูดมัน การกล่าวคำว่า “ลาก่อน” สำหรับฉัน มันหมายถึง ลาแล้ว และเราจะไม่ได้พบกันอีก

นั่นคือเหตุผลที่ฉันไม่เอ่ยมัน มันจะทำให้คนฟังรู้สึกว่า ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน แต่ไม่ สำหรับฉันหากที่นี่คือจุดเริ่มต้น มันจะเป็นครั้งแรกและจะเป็นครั้งต่อไปของฉัน ฉันผูกพันกับเขาลูกนี้ ฉันรักเขาลูกนี้ แม้ว่าเขาลูกนี้จะไม่มีอะไรเลย ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ฉันไม่เคยคิดว่ามันเป็นปัญหา ฉันกลับคิดว่าการไม่มีสิ่งเหล่านี้นั่นแหละคือความสุข การได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนที่นี่นั่นแหละคือเรื่องมหัศจรรย์ของเส้นทาง

เขาลูกนี้เป็นเหมือนโรงพยาบาลก็ว่าได้ รักษาได้ทุกอย่างโดยเฉพาะโรคทางจิตใจ การที่ฉันหายขาดไปจากโลกออนไลน์และเทคโนโลยีมันทำให้ฉันได้ค้นพบตัวเอง ได้เจออะไรแปลกใหม่ ได้เล่นในสิ่งที่ไม่เคยเล่น ได้เจอกับสิ่งที่ไม่เคยเจอ ได้พูดคุยกับเด็กๆและชาวบ้าน บางครั้งอาจจะคุยไม่รู้เรื่องบ้างก็ตาม

แต่ทุกๆคนที่นี่มีรอยยิ้ม และ มีน้ำใจ ซึ่งถ้าหากให้ฉันเดินหาในเมืองหลวง ฉันอาจจะพบน้อยมากหรือไม่ก็อาจจะไม่พบเลย ที่นี่ปลอดสังคมก้มหน้า เราได้ทำความรู้จัก พูดคุยกันเยอะขึ้น มีเวลาทำในสิ่งที่อยากจะทำมากขึ้น ได้ทำอะไรหลายๆอย่างมากกว่าการนั่งจิ้มมือถือในแต่ละวัน

สิ่งที่ฉันจะไม่มีวันลืมได้เลยนั่นก็คือ มิตรภาพ ที่ดูแสนอบอุ่น และอบอวลไปด้วยความรัก เด็กสาวต่างจังหวัดคนหนึ่งสะพายกระเป๋าเข้าเมืองหลวง และเดินทางไกลมายังเมืองหนาว และได้ทำตามความฝันของตัวเอง มันเป็นจุดที่ค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ เป็นจุดที่ท้าทาย และทำให้ฉันรู้สึกชอบการเดินทางคนเดียวแล้วสิ

แม้บางครั้งการเดินทางคนเดียวจะไม่ใช่เรื่องดีมากเท่าไหร่ อาจอันตราย อาจทำให้เราเหงา แต่ในความเลวร้ายเหล่านั้นได้สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เราเป็นอย่างดี สร้างเพื่อน สร้างการเอาตัวรอด สร้างวิธีการแก้ปัญหา แม้ในความเหงาของการเดินทาง แต่ปลายทางกลับทำให้เราเจอเพื่อน เจอมิตรภาพที่หาจากไหนไม่ได้ ใครว่าเพื่อนร่วมทางไม่สำคัญ ใช่! ต้นทางเราอาจจะไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนร่วมทางก็ได้ แต่จงจำไว้ว่าหากเจอเพื่อนระหว่างทาง หรือปลายทาง จงผูกมิตรภาพกับคนเหล่านี้ให้แน่น เพราะจุดเริ่มต้นเราอาจจะแตกต่างกัน แต่การที่เราเดินเข้ามาในเส้นชีวิตเส้นเดียวกัน นั่นแหละ เราอาจจะมีจุดมุ่งหมายตรงกัน

ฉันมีทั้งเพื่อนต้นทาง เพื่อนระหว่างทาง เพื่อนกลางทาง และเพื่อนปลายทาง สุดท้ายเพื่อนๆเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นเพื่อนร่วมทางของฉันทั้งหมด เราเดินออกมาจากที่ที่ต่างกัน แต่สุดท้ายเราก็มาจบตรงที่ที่เดียวกัน  

วันนี้เราได้ทำในสิ่งที่ตัวเองตั้งเอาไว้สำเร็จกันหมดทุกๆคน เราก็คงไม่ได้ร่วมทางกันไปตลอด ฉันเองก็เหมือนกัน เมื่อทำในสิ่งที่ตังใจไว้สำเร็จก็คงจะต้องเปลี่ยนเส้นทางไปทางอื่นต่อ คนอื่นๆก็เหมือนฉันต้องไปตามทางของตัวเองอีก แม้เราจะแยกกันตรงนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า มิตรภาพอันดีงาน จะจบลง แต่มันอาจจะหมายถึงการสานต่อมิตรภาพกันไปตลอดชีวิต

ไม่แน่วันหนึ่งหากเรามีหัวใจดวงเดียวกันอีกครั้ง หัวใจที่จะมาเส้นทางเดียวกัน หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน เราอาจจะได้กลับมายังเขาลูกนี้พร้อมกันอีกรอบ และพบเจอกันอีกหนก็ได้

และนั่นการที่ฉันไม่ได้พูด ลาก่อน กับใครต่อใคร เพราะฉันเชื่อและศรัทธาในความหวังของฉันว่า สักวันฉันจะได้กลับมาเหยียบพื้นดินบนหุบเขาแห่งนี้อีกครั้ง ฉันจะได้กลับมาสูดอากาศที่นี้เข้าไปให้ทั่วปอดอีกหน ฉันจะได้กลับมาพูดคุยกับชาวบ้าน กับเด็กๆอีกครั้ง ฉันยังคงหวังลึกๆเสมอว่าอยากกลับไปบนเขาลูกนี้ และฉันเชื่อว่าฉันจะได้กลับไปบอกคนที่นี่อีกครั้งว่าฉันยังคง  คิดถึง เสมอเมื่อจากมา

….ติดตามต่อไป…

ใส่ความเห็น

scroll to top