เรื่องเล่าครูบ้านนอกตอนที่6

๖.“   Signal….”

ตัดขาดสัญญาณ

หลายๆคนพยายามหาสัญญาณโทรศัพท์  หลายๆคนพยายามติดต่อกับคนในโลกภายนอก…….

หลังจากที่ผ่านไปหนึ่งคืนที่นี่ ตอนเช้าฉันรีบตื่นตั้งแต่ใกล้ๆจะหกโมง ตั้งใจลุกขึ้นมาดูหมอก ฉันคิดในใจเดี่ยวเดินเปิดประตูออกไปหมอกต้องเยอะแน่เลย ปรากฏว่าไม่ใช่อย่างที่คิด เปิดประตูมา ฝนโปรยดอกเล็กๆแต่เช้ามืดเลย และฉันก็คิดว่าคงจะตกทั้งวัน ฉันเลยหันหลังกลับไปหยิบอุปกรณ์ เสื้อผ้า เพื่อที่จะลงไปอาบน้ำ จะได้รีบมาทำมื้อเช้า

ดูเหมือนวันนี้ฉันจะตื่นก่อนชาวค่ายคนอื่นๆ เพราะตื่นมาก็เงียบมาก และที่สำคัญเจ้าของบ้านของบ้านฉันหายไปอีกแล้ว คนที่นี้ออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืด วันนี้อากาศหนาวมาก บวกกับน้ำที่นี้ต่อท่อมาจากลำธาร ทำให้หนาวเพิ่มยกกำลังสองกันเลยทีเดียว ขนาดเปิดก๊อกแปรงฟันนะ ปากฉันนี่ชาไปพักหนึ่งเลย ปกติฉันเป็นคนที่เคร่งเรื่องการใช้น้ำมาก ฉันไม่ได้คุณฉันหรืออะไรเลย แต่ฉันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆจนติดเป็นนิสัย น้ำที่จะเข้าปากฉันต้องเป็นน้ำที่ซื้อมาและน้ำที่ฉันไม่รู้ว่ามันมาจากไหนเท่านั้น เพราะไม่งั้นฉันจะคิดมาก ขนาดน้ำฝนที่บ้านตัวเองฉันก็ยังไม่ค่อยกล้าอมสักเท่าไหร่ ประมาณว่าฉันกลัวมีตัวอะไรอยู่ในน้ำ ที่เราไม่สามารถมองเห็น แอบคล้ายคนโรคจิตนะว่าไหม

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ฉันชะงักไป จะทำยังไงดี ฉันเงียบไปพักหนึ่ง แล้วก็เริ่มคิดว่า ใช้ไปเหอะถ้าเรื่องมากแล้วจะมาที่นี่ทำไม คนที่นี่เขาก็ใช้ได้ ใช้กันมานาน คนอื่นๆที่มาค่ายเขาก็ใช้ได้ จะคิดอะไรมาก ฉันก็เลยเปิดก๊อกเพื่อแปรงฟัน สุดท้ายมันก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย

เสร็จจากธุระในห้องน้ำผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ฉันเดินขึ้นบ้านก็ยังไม่เห็นใครเลย ฉันเลยนั่งจัดของใกล้ๆกระเป๋า ทำไงก็ได้ให้เสียงเบาสุดเพราะพี่สาวยังไม่ตื่นเลย บังเอิญไอ้นาฬิกาปลุกที่ฉันตั้งไว้มันดันปลุก ฉันก็ลืมปิดเพราะฉันตื่นก่อนเวลา พี่สาวเลยรู้สึกตัว 555 กลายเป็นว่าฉันมีคนตื่นเป็นเพื่อนแล้ว

ในขณะ ที่พี่สาวลงไปอาบน้ำ ฉันเลยจัดแจงทำกับข้าวก่อน วันนี้ฉันต้องทำเผื่อลูกของเจ้าของบ้านด้วย ฉันนั่งถามชื่อน้องอยู่นาน แรกๆก็ไม่กล้าคุยกับฉันหรอก แต่สักพักก็เริ่มพูด ฉันฟังชื่อน้องไม่ค่อยถนัด ชื่อไทยของน้องชื่อบุษบา แต่ชื่อภาษามูเซอฉันฟังไม่ค่อยจะชัด ฉันเลยเรียกชื่อน้องว่า นะโจ

ฉันนั่งทำกับข้าวพลาง ชวนน้องคุยพลางจนพี่สาวอาบน้ำเสร็จขึ้นมาบนบ้าน กับข้าวฉันก็ใกล้เสร็จแล้ว เลยตั้งโต๊ะเตรียมรอ คนที่นี้ใช้ขันโตกกินข้าว ขันโตกคนที่นี้ทำจากไม้หวาย ก็เหมือนกับคนภาคเหนือทั่วไป ทำให้มีเอกลักษณ์ไปอีกแบบเวลานั่งกินข้าวร่วมกัน และกับข้าวก็เสร็จพร้อมสมบูรณ์ วันนี้ฉันทอดอาหารแห้งที่ทีมงานให้มา ดูเหมือนจะเป็นหมูยอ

นะโจติดใจหมูยอใหญ่ กินไม่หยุดปาก ฉันถามว่ารู้จักหรือเปล่าว่าเขาเรียกว่าอะไร นะโจส่ายหัวแล้วบอกว่า อร่อย ฉันเลยบอกว่าเขาเรียกว่าหมูยอ

ฉัน: “ไหนลองพูดให้ครูฟังสิ หมูยอ”

นะโจ: “หมูยอย”

ฉัน: “อะไรนะ 5555”

ฉันและพี่สาวกลั้นไม่อยู่หลุดปากหัวเราะกันเพราะนะโจเรียกหมูยอว่า หมูยอย ทำให้นะโจพลอยหัวเราะไปด้วย การร่วมวงกินข้าวในวันนี้แม้จะไม่พร้อมหน้าพร้อมตา แต่พวกเราก็สามารถเรียกเสียงหัวเราะและความสุขได้

หลังจากกินข้าวเสร็จ  จัดเก็บทุกอย่างเรียบร้อย ฉันก็ไปนั่งมุมประจำของฉัน คือใกล้ๆกระเป๋า ส่วนพี่สาวก็พยายามหาสัญญาณโทรศัพท์อยู่ตรงมุมบ้านที่บางครั้งก็แอบมีสัญญาณขึ้นมาบ้าง

น้าผู้ชาย: “ครูครับกินข้าวกันหรือยัง”

เสียงน้าชายบ้านใกล้เรือนเคียงคนเดิมที่เจอกันวันแรก ขึ้นมาทักทายแต่เช้า

ฉัน: “กินแล้วคะน้า บ้านน้ากินข้าวกันหรือยังคะ”

น้าผู้ชาย: “บ้านผมกินแล้วครับครู ผมเอาแตงโมมาให้”

ฉัน: “ขอบคุณมากนะคะ ลูกใหญ่จังเลยคะ”

สุดเสียงของฉัน น้าก็ไม่รอช้าหามีดนั่งผ่าแตงโมให้ฉันกิน ฉันถึงกับซึ้งในน้ำใจของน้ามาก น้าใจดีมากเลย ดูแลเราตั้งแต่วันแรกที่มา ฉันเลยนั่งคุยกับน้า ชวนคุยไปเรื่อย ถามอะไรได้ก็ถาม หัวเราะกันสนุก ราวกับว่าฉันสนิทกับน้ามาก และน้าก็ขอตัวกลับเพราะต้องออกไปทำงานที่เขาอีกลูกหนึ่ง

พี่ผู้หญิงข้างบ้าน: “น้องเด็กบ้านทุ่ง กินข้าวรึยัง”

เสียงตะโกนจากข้างนอกบ้าน ฉันเลยวิ่งออกไปดู วินาทีนั้นที่เปิดประตูออกไป ทำให้ฉันต้องชะงักไปนาน สิ่งที่ฉันรอคอยในตอนเช้า แต่ฉันกลับไม่เห็น มันกำลังปรากฏให้ฉันดูอยู่ ณ เวลานี้ หมอกหนาๆบางๆคล้ายสำลีโอบล้อมเขาลูกใกล้ๆเต็มไปหมด มันเป็นภาพที่สวยมากๆ

ฉัน: “ฉันกินข้าวเรียบร้อยแล้วค่ะ พี่กินรึยังคะ”

พี่ผู้หญิงข้างบ้าน: “พี่กินเรียบร้อยแล้วจ้า ที่นี่มีสัญญาณโทรศัพท์ไหม พี่จะติดต่อที่บ้านสักหน่อย กลัวเขาเป็นห่วง”

ฉัน: “ในบ้านเลยคะพี่ มีอยู่มุมหนึ่งมันมีๆหายๆพี่สาวเขากำลังใช้อยู่เลยคะ”

พี่ผู้หญิงข้างบ้าน: “ขอบใจนะเดี่ยวพี่ขอเข้าไปหาสัญญาณหน่อยนะ”

แต่ฉันกลับไม่เคยรู้สึกว่าต้องการสัญญาณโทรศัพท์ตั้งแต่ตัดสินใจจะมาที่นี่ เพราะฉันต้องการแบบนี้ ฉันกลับดีใจเมื่อรู้ว่าที่จะมา ไม่มีสัญญาณ และไม่สามารถติดต่อใครได้

“ชีวิต ติด ไฟ”

อะไรคือไฟฟ้า และเทคโนโลยี

รู้ๆกันดีว่า มาบนเขาลูกนี้แล้ว จะไม่มีอะไรนอกไปสะจากคำว่า ภูเขา และภูเขา ไฟฟ้าสำหรับคนที่นี่นั่นเหรอ ใช้ทำอะไร มีไว้ทำไม จำเป็นต้องมีด้วยเหรอ

การที่ฉันตัดสินใจมาที่นี่ อีกเหตุผลหลักๆเลยก็คือ ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ฉันอยากจะตัดทุกสิ่งทุกอย่างให้หมด ใช้ชีวิตที่นี่ให้คุ้ม ใช้เวลาที่นี่ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

เทคโนโลยีคืออะไรสำหรับเด็กที่นี้…? คือการกระโดดหนังยาง การวิ่งไล่จับ การกระโดดน้ำตก ใช่ หรือเปล่า

วันนี้ฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับนะโจ เด็กน้อยบนดอยแห่งนี้ ฉันนึกขึ้นได้ว่าในมือถือของฉันมี ภาพถ่ายอยู่มากมาย มีหลายอย่างที่ที่นี่ไม่มี ฉันนั่งคุยพลางบอกนะโจให้เลื่อนภาพในมือถือดูพลาง นะโจดู ไปยิ้มไป เพราะส่วนใหญ่ในมือถือฉันจะมีภาพแมว และหมา

ฉันนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่มีรถไฟ ฉันเลยถามนะโจว่า

ฉัน: “นะโจ รู้จักรถไฟไหม”

นะโจ: ส่ายหัวและพูดว่า “ไม่รู้จัก”

ฉัน: ลองหาภาพในมือถือแล้วพยายามอธิบายให้ฟัง “ นี่ไงภาพรถไฟ”

ฉันก็อธิบายต่างๆนาๆ ว่ารถไฟเป็นแบบนี้ เสียงแบบนี้ แต่ยากจังยากจะอธิบายให้นะโจฟังได้ไม่ มากกว่านี้แล้วจริงๆ ฉันน้ำตาซึม มองดูหน้านะโจ ที่กำลังจ่องดูภาพรถไฟ และภาพถัดไปคือทะเล

นะโจบอกฉันว่า อยากไป ฉันรีบกลั้นน้ำตาเอาไว้แล้วบอกนะโจไปว่า

ฉัน: “ถ้านะโจอยากไปทะเล นะโจต้องตั้งใจเรียนให้มากๆนะรู้ไหม”

น้ำตาฉันก็ดันไหลออกมานิดหนึ่ง ฉันเลยคว้านะโจมากอด ท่ามกลางความมืด ในบ้านที่ไม่มีไฟฟ้า มีแค่แสงอ่อนๆยามเย็นเล็ดล้อมซี่ไม้ไผ่เข้ามา ทำให้กลบเกลื่อนหน้าตาของฉันในตอนนั้น

เด็กที่นี่อาจจะต้องการไฟฟ้า และเทคโนโลยี แต่ในเมื่อสิ่งพวกนี้เข้ามาไม่ถึง พวกเขาก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีความสุข อาจจะมีความสุขมากยิ่งกว่าพวกเราที่มีทุกสิ่งพร้อมก็ได้ จะว่าไปบางคนไฟฟ้าดับแค่แป๊บเดียวก็โวยวายใหญ่ สัญญาณอินเทอร์เน็ตหายไปก็ถึงกับหงุดหงิด ทำอะไรไม่ได้

ฉันว่าถ้าเราปล่อยสิ่งเหล่านี้แล้วมาใช่ชีวิตแบบคนที่นี่ มันเป็นอะไรที่วิเศษมากๆ มากยิ่งกว่าการมีเงินเป็นล้านเสียอีก

การไม่มีไฟฟ้าทำให้ฉันมองเห็นอะไรได้หลายๆอย่าง เมื่อไม่มีแสงสว่างลองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสิ เราจะพบอะไรมากมายที่เราเองไม่เคยเห็น เพชรบนท้องฟ้า ที่มีค่ามากยิ่งกว่าทองคำล้านแท่ง เพชรบนท้องฟ้าที่กระจัดกระจายอยู่เต็มไปทั่ว ระยิบระยับส่องประกายสวยงามราวกับแววตาของใครสักคนที่ได้จากกันไปนานแสนนาน

“แสง/สว่าง”

ความมืด (ตะเกียงไฟ)

รอบตัวที่ห้อมล้อมไปด้วยความมืด และความเงียบ รอบตัวที่ล้อมไปด้วยเพื่อนๆและชาวบ้าน

มีเพียงแค่แสงสว่างจากหน้าจอมือถือ และแสงสว่างจากไฟฉาย

เด็กๆแต่ละบ้านกำลังรออยู่หน้าประตู ไม่รู้ว่าเหล่าคุณครูที่อยู่ด้านในจะออกมาเมื่อไหร่ เวลาแล้วเวลาเล่าผ่านไป ในการประชุมของคณะครูบ้านนอกแต่ละครั้งในห้องห้องหนึ่งของหมู่บ้านที่มีเพียงแค่แสงจากเทียนส่องหน้า

เด็กน้อยนั่งรอราวนับชั่วโมง ทุกๆวันจะมีการนัดพบเพื่อสรุปกิจกรรมของแต่ละฝ่ายที่ได้รับมอบหมายและมอบงานของวันต่อไป เวลาที่นัดก็จะประมาณหกโมงเย็นหรือหนึ่งทุ่ม ฉันและชาวค่ายประชุมสรุปกิจกรรมของรายวันเสร็จแล้ว รีบเดินออกจากห้องเพื่อหารองเท้าและกลับบ้านพร้อมนะโจ ทุกๆครั้งที่ฉันและพี่สาวกลับบ้านดึก นะโจจะมารอเพื่อคอยรับเราสองคนกลับบ้าน ฉันบอกกับนะโจว่า ถ้ามันดึกมากนักก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องรอฉัน ถ้าง่วงก็กลับไปนอนก่อน หรือไม่ก็ไปรอฉันที่บ้าน แต่นะโจเหมือนอยากจะมารอรับฉันและพี่สาว

สองมือจับแกว่งไปมา สี่เท้าก้าวพร้อมกัน นะโจจับมือฉันไว้ระหว่างเดินทางกลับ เวลานี้เป็นเวลาที่ดึกมากสำหรับคนที่นี่ เพราะมันเงียบสงบมากจริงๆ ทุกๆบ้านเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ แม้แต่เสียงลมก็ยังไม่มีให้ได้ยิน จะได้ยินก็นี่หละ เสียงคุยของพวกเราชาวค่ายตอนเดินกลับบ้านกัน

แสงไฟสีเหลืองส้มเล็ดลอดส่องผ่านช่องไม้ไผ่ ออกมานอกบ้าน ฉันเห็นตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าขึ้นบันได เจ้าของบ้านซึ่งก็คือแม่ของนะโจเป็นคนจุดตะเกียงไฟไว้รอพวกเรากลับบ้าน  เมื่อฉันขึ้นไปยังบนบ้าน ฉันก็บอกให้นะโจไปนอนเดี่ยวพรุ่งนี้เจอกัน คงเป็นเพราะความง่วงนะโจรีบวิ่งเข้าไปนอนทันที

ฉันลงจากบ้านเพื่อเดินไปเข้าห้องน้ำ ฉันไปคนเดียวไม่อยากรบกวนพี่สาวเพราะเห็นว่าดึกมากแล้ว เลยบอกให้พี่สาวเข้านอนก่อนเลย เพราะฉันยังไม่ง่วง ฉันย่ำเท้าลงบันไดอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะบันไดที่นี่ข่อนข้างสูง และบวกกับความมืด

เอาละ เสร็จภารกิจเรียบร้อยทุกอย่าง ทีนี้ก็ควรจะเข้านอนได้แล้ว  ไม่น่าเชื่อแสงจากตะเกียงมันสว่างจนทำให้มองเห็นทุกซอกทุกมุมของบ้าน แล้วมันก็สว่างเกินไปที่ฉันจะข่มตาลงนอนได้ และสุดท้ายทุกๆคืนฉันก็เป็นคนดับตะเกียงก่อนนอนทุกครั้ง

เมื่อไฟจากตะเกียงดับลง ฉันมองไม่เห็นแม้แต่ตัวของฉันเอง มีแค่ความเงียบที่อยู่เป็นเพื่อนในตอนค่ำ ความมีดทำให้ฉันนอนคิดอะไรไปมา นอนคิดถึงเรื่องราวที่ทำให้ฉันขึ้นมาถึงจุดๆนี้ได้ นอนคิดถึงสิ่งที่ฉันกำลังลงมือทำในตอนนี้ ความภาคภูมิใจมันกำลังกล่อมให้ฉันค่อยๆหลับลงในความมืด และหลับสนิทด้วยความฝัน..

…ติดตามตอนต่อไป…

ใส่ความเห็น

scroll to top