เรื่องเล่าครูบ้านนอกตอนที่5

๕.“แกะ ดำ”  

รูปพรรณ สัณฐาน  

ฉันหยุดหายใจตรงทางเดินเข้าหมู่บ้าน ซึ่งทุกๆคนก็หยุดถ่ายรูปตรงนี้และพักหายเหนื่อย มีชาวบ้าน  คนหนึ่งเดินแบกตะกร้าใส่ของสะพายหลังกำลังเดินลงไปด้านล่าง ดูจากการแต่งกายถ้าเดาไม่ผิดเหมือนจะไปทำสวน ถ้าดูจาก หน้าตาอายุก็คงจะเป็นยายฉันก็ว่าได้ พวกเราทักทายสวัสดีคุณยายด้วยความตื่นเต้น คุณยายก็หันมายิ้ม   ทักทาย พร้อมยืนชูสองนิ้วให้เราได้ถ่ายรูป    

การเจอคุณยายเป็นคนแรกทำให้รู้เลยว่า เราทั้ง27ชีวิตจะคุยกับคนที่นี่ไม่รู้เรื่อง เพราะเขาพูดภาษา   มูเซอกัน เอาละแค่คิดก็สนุกแล้วสิ เส้นทางข้างหน้าที่จะเดินย่ำเข้าไปในหมู่บ้านจะเจออะไรนะ …….

ว๊าว!! บ้านที่นี้ทุกหลังทำด้วยไม้ไผ่ ต้นไผ่หนึ่งต้นสามารถนำมาตีให้เป็นซี่เล็กๆแล้วนำมาประกอบเป็นบ้าน ทุกหลังจะยกสูง ต้องเดินบันไดขึ้นไป ถ้าก้าวไม่ดีคุณอาจจะพลาดได้ และมีใต้ถุนที่เราสามารถยืนได้ มองดูรอบๆทุกๆบ้านจะมีรั้วล้อมรอบด้วยไม้ไผ่หมด แต่ ถ้าบ้านไหนที่ฐานะดีหน่อยเขาก็จะสร้างรั้วกับปูนซีเมนต์  แต่ก็มีไม่กี่หลัง

ทีมงานนำทางพวกเราไปยังที่พักของผู้ใหญ่บ้านและที่พักของครูอัครเดช ครูอัครเดชเป็นครูประจำหุบเขาลูกนี้ ฉันชักอยากจะเจอแล้วสิ เมื่อไปถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้านพวกเราต่างก็ทักทาย ยกมือไหว้ด้วยความดีใจ ทางผู้ใหญ่บ้านก็ต้อนรับเราเป็นอย่างดี ก่อนที่ทีมงานจะปล่อยครูทุกคนไปตามบ้านก็ได้ชี้แจงกันเล็กน้อย ถึงเรื่องต่างๆและเรื่องเวลา สถานที่ ที่เราจะต้องนัดเจอกันในตอนเย็นเพื่อนทำกิจกรรมกลางคืนในวันแรกร่วมกับชาวบ้านที่นี่

ก่อนมาค่ายเราต่างก็รู้กันดีว่าในแต่ละมื้อเราจะต้องประกอบอาหารกินกันเองกับพ่อๆ แม่ๆที่บ้านที่เราต้องไปอยู่ ทีมงานเตรียมอาหารแห้ง หมู ผัก เครื่องปรุงต่างๆมาให้ แจกให้บ้านละหนึ่งชุด พี่สาวที่พักบ้านเดียวกับฉันเอ่ยปากถามฉันว่า

พี่สาว: “น้องทำกับข้าวเป็นไหม พี่บอกตรงๆเลย พี่ทำไม่เป็นแม้กระทั้งทอดไข่ยังไหม้

ฉัน: “ไม่ต้องห่วงคะเรื่องนี้เดี่ยวฉันจะทำเอง”

โชคดีที่ฉันเป็นคนชอบทำอาหารเลยไม่มีปัญหาเรื่องนี้ ติดแค่ว่าพี่สาวจะกินรสชาติกับข้าวที่ฉันปรุงได้หรือเปล่า หลังจากที่ทีมงานแจกอาหารเครื่องปรุงเสร็จ ผู้ใหญ่บ้านก็เตรียมตัวพาเราไปส่งตามบ้านต่างๆที่ทางชาวบ้านได้สมัครใจให้เราได้พักพิง

ฉันกับพี่สาวเดินตามผู้ใหญ่บ้านไปยังบ้านที่ฉันต้องไปพัก บ้านหลังที่ฉันพัก ล้อมรอบรั้วด้วยไม้ไผ่  บริเวณกว้าง เพราะมีบ้านสามหลังอยู่รวมกัน และมีโบสถ์ติดกับบ้านฉันด้วย ผู้ใหญ่บ้านพอจะพูดภาษา เดียวกับเราได้บ้างเลยรู้ว่าเจ้าของบ้านที่ฉันพักเขาออกไปทำงาน เย็นๆคงจะกลับ  

ภายในบ้านมีหนึ่งห้อง เนื่องจากบ้านทำด้วยไม้ไผ่ เวลาเดินจะมีเสียงดังและอ่อนมาก และทั้งหลังจะ เป็นรู จึงมีแสงส่องเข้ามาทำให้บ้านสว่างราวกับเปิดไฟ และก็เป็นบริเวณลานโล่ง คาดเดาว่าเราน่าจะนอนกันตรงนี้ อีกฝั่งก็เป็นที่ทำกับข้าว ถ้าเดินเข้าไปในบ้านเราก็จะเห็นทันที ว่ามีเตาฟืนแบบเมื่อก่อนตั้งอยู่ต้องก่อด้วยไฟเองด้วยฟืนหรือถ่านไฟ ใช้หม้อใบโตสำหรับหุงข้าวที่ก้นจะดำราวกับถ่านหิน และถัดไปเป็นเตาแก๊ส ฮะ!! เตาแก๊ส โชคดีอะไรอย่างนี้ที่บ้านหลังนี้มีเตาแก๊ส ฉันถึงกับหันไปยิ้มใส่พี่สาว 555

ฉันกับพี่สาวต่างก็จัดเก็บสำภาระต่างๆให้เรียบร้อยและนั่งพักหายเหนื่อย ฉันรู้สึกเหมือนจะปวดห้องน้ำ เลยลองหาดู ฉันคิดว่าบนบ้านคงจะไม่มีแน่เลยลองเดินลงไปดูด้านล่าง เจอน้าผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่บ้านรั้วเดียวกัน ฉันสวัสดี แล้วก็ประมาณว่าอั้มๆอึ้งๆ กลัวจะคุยไม่รู้เรื่อง แต่น้าผู้ชายก็พูดออกมาว่า

น้าผู้ชาย: “อ่าวครู มาเมื่อไหร่แล้วละ”

ฉันดีใจมาก ดีใจมากๆไม่รู้จะบรรยายยังไง ที่ฉันเจอคนคุยกับฉันรู้เรื่อง และน้าเขาดูจะให้เกียรติฉันมากๆที่เรียกฉันว่าครู ฉันเกรงใจมากที่น้าเรียกแบบนี้

ฉัน: “มาสักครู่แล้วคะ น้าอยู่บ้านหลังนั้นเหรอคะ”

น้า: “ครับครู มีอะไรก็บอกได้นะครับ เจ้าของบ้านครูเขาออกไปทำงาน”

ฉัน: “น้าคะห้องน้ำบ้านหลังนี้อยู่ตรงไหนคะ”

ฉันถามแบบเขินๆ และน้าผู้ชายก็ชี้นิ้วไปทางด้านหลัง

น้า: “ตรงนั้นเลยครับครู สามห้องติดกันใช้ได้หมดเลยครับ มันเป็นห้องน้ำรวมของบ้านผม บ้านครู และก็บ้านอีกหลังตรงข้างบ้านครูนู้น

ฉัน: “ขอบคุณมากเลยนะคะ”

เอาแล้วไง ห้องน้ำรวม ฉันยิ่งเป็นคนชอบเข้าห้องน้ำตอนดึกๆบ่อยสิแหะ ถ้าเดินจากบ้านไปห้องน้ำถามว่าไกลไหม ก็ไม่มากนะ แต่ถ้าถามว่าตอนค่ำฉันจะต้องเดินขึ้นเดินลงไปห้องน้ำหลายๆรอบนี่ สนุกแน่ๆ เพราะทางเดินนี่ลื่นมาก เปียกชุ่มมีโคลนกันเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคของฉันเลย

แต่จะมีสักกี่คนนะที่จะพูดภาษาเดี่ยวกับฉันได้ ฉันอยากจะเข้าไปทักทาย เข้าไปคุยกับหลายๆบ้าน แต่ถ้าฉันเดินเข้าไปสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ ฉันคงจะยิ้มใส่เขาทั้งวันแน่ๆ แต่เอ้…….ไม่สิ! พวกเราต่างหากไม่ใช่เหรอที่เป็นแกะดำ 555 นั่นนะสิ เราเหมือนกลุ่มคนนักท่องเที่ยวยังไงยังงั้น ที่เดินหลงเข้ามา แต่ก็อาจจะไม่เลวร้ายเสมอไปนะ เราอาจจะคุยกับเขารู้เรื่องโดยที่ไม่ต้องพูดออกมาก็ได้ ใช่ว่าคนละภาษา คนละสีผิว คนละท้องที่ เราจะคุยกันไม่รู้เรื่องสะหน่อย

“ณ จุดนี้ เหตุ และ ผล คือ”

หลากหลายเหตุผล

เมื่อฉันจัดข้าวจัดของเก็บสัมภาระเข้าที่ ได้เข้าห้องน้ำเสร็จแล้ว ฉันก็นั่งยืดแข้งยืดขาและหยิบมือถือออกมาเปิดเครื่อง กะจะดูรูปที่ถ่ายมาระหว่างทาง

พี่ร่วมค่าย: “น้องเด็กบ้านทุ่ง”  

เสียงเรียกชื่อฉันดังแต่ไกลมาจากหน้าบ้าน ฉันเลยวิ่งออกไปดู  

ฉัน: “มีอะไรรึป่าวคะ”

พี่ร่วมค่าย: “เด็กที่บ้านพี่เขาบอกว่าท้ายหมูบ้านมีน้ำตก  ไปเล่นด้วยกันนะ  เดี่ยวเปลี่ยน เสื้อผ้าเสร็จเราไปเจอกันหน้าบ้านครูอัครเดชนะ”

ฉัน: “ได้คะ งั้นเดี่ยวฉันตามไปนะคะ”

ฉันดีใจมากที่มีน้ำตกด้วย ฉันรีบเดินเข้าบ้านบอกพี่สาวว่าไปน้ำตกด้วยกันไหม พี่สาวดูท่าทางดีใจ มากเช่นกัน เลยบอกว่างั้นพี่ขอเปลี่ยนผ้าแป็ปหนึ่งนะ ฉันเลยบอกว่า

ฉัน: “พี่สาวเดี่ยวฉันมานะคะ”

ฉันรีบวิ่งลงจากบ้านไปชวนพี่อีกบ้านหนึ่งที่อยู่ติดกับฉัน เราจะได้ไปพร้อมกัน เสร็จจากชวนพี่ๆฉันก็ วิ่งกลับบ้านเพื่อไปหยิบของ

พี่สาว: “อ้าว ! น้องไม่เปลี่ยนผ้าเหรอ”

ฉัน: “ไม่คะ พอดีฉันไม่ลงเล่นน้ำ”

ดูเหมือนพี่สาวจะทำหน้างงๆนิดหน่อยที่ฉันบอกฉันไม่เล่นน้ำ ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบเล่นน้ำคะ ไม่ว่าจะไปทะเลหรือน้ำตก ฉันชอบนั่งมองทัศนียภาพรอบๆมากกว่าการลงเล่นน้ำ เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกสบายกว่า และทุกคนก็เสร็จพร้อมที่จะไปน้ำตก ฉันและพวกพี่ๆเลยเดินออกไปยังจุดนัดพบเพื่อที่จะไปน้ำตกร่วมกับชาวค่ายคนอื่นๆ

ทางเดินไปน้ำตกก็เป็นทางเดินผ่านบ้านไปหลายต่อหลายหลัง ทำให้ฉันยิ่งคิดไปใหญ่ว่าน้ำตกจะ  อยู่ยังไง จะต่อกับหมู่บ้านออกไปยังไง แต่นั่นก็ไม่ใช่อย่างที่คิด คุณจำหน้าตาของบันไดเลื่อนตามห้างได้ ไหมคะ หน้าตาของทางไปน้ำตกประมาณนี้เลย ลาดลงไป ชันมากๆ ผิดก็แค่ทางไปน้ำตกไม่มีขั้นบันได ราบ สะฉันอยากถอยหลังกลับ

ฉันยืนถ่ายรูปภูเขาตรงนี้และยืนทำใจอยู่พักใหญ่กว่าจะเดินลงไป พอลองเดินลงไปก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด  ถ้าเราทรงตัวดีๆ เดินปกติ ก็เหมือนกับเราเดินบนถนนธรรมดานี่เอง พอลงไปถึงสุดทาง ได้ยินเสียงน้ำตกอยู่ ใกล้ๆ ฉันชักเริ่มดีใจ พวกเรามีเด็กๆในหมู่บ้านคอยนำทางไป เด็กๆเดินเร็วมาก เดินตัวปลิวเลย แล้วพวกครูๆละ 555 แต่ละคนค่อยๆก้าวข้ามหินไปทีละก้อนทีละก่อน ฉันเองก็เช่นกัน กลัวว่าจะลื่นล้มแล้วน้ำจะพาไป  

ถึงแล้ว น้ำใสมาก อากาศเย็นสบาย ฝนใจดีหยุดตกให้เราได้มา มีต้นไม้ล้อมรอบ  มีเนินหินขนาดใหญ่หนึ่งก้อนเป็นทางไหลของน้ำ  ซึ่งเด็กๆก็ไหลตัวลงมากจากหินก่อนนั้นลงน้ำ ราวกับสไลเดอร์เลยแหละ เด็กตัวน้อยๆที่เดินนำทางพวกฉัน มา รีบวิ่งกระโดดลงน้ำ ฉันตกใจมากกลัวเด็กจะจมน้ำ ที่ไหนได้ละ แหม่! เด็กว่ายน้ำเป็นกันหมด ว่ายกัน แบบตัวลอยเลย ฉันอายมากโตขนาดนี้แล้วยังว่ายน้ำไม่เป็น  

คงเป็นเพราะแวดล้อมที่นี่เด็กๆถึงว่ายน้ำเป็นตั้งแต่ตัวยังน้อยๆ ฉันไม่แปลกใจเลย คนที่นี้ปล่อยลูก ปล่อยหลานให้เล่นกันตามประสาเด็ก เด็กๆเลยทำอะไรได้มากกว่าแค่อายุ

ฉันไม่ลงน้ำ เลยนั่งห้อยขาที่โขดหิดขนาดใหญ่ ดูพวกพี่ๆแล้วพวกเด็กๆเล่นน้ำกัน และนั่งเก็บภาพไปเรื่อยๆ  มีพี่ผู้หญิงอีกสองคนที่ไม่เล่นน้ำนั่งใกล้ๆฉัน พี่เขาเลยชวนฉันคุยด้วย

พี่ผู้หญิงคนที่1: “น้องไม่ลงเล่นน้ำเหรอ”  

ฉัน: “ไม่คะ ขอนั่งดูดีกว่า แล้วพี่ๆไม่ลงกันเหรอคะ”

พี่ผู้หญิงคนที่1: “พี่พาชุดมาไม่พอนะ กลัวตากแล้วผ้าไม่แห้ง ไม่ขอเสี่ยงดีกว่า 555”

พี่ผู้หญิงคนที่2: “เอ่อ… น้อง ทำไมน้องถึงมาคนเดียวละ ไม่ชวนเพื่อนๆมาด้วย”

ฉัน: “ฉันคิดว่าการมาที่นี่คนเดียวฉันน่าจะพบอะไรเยอะ ได้เจอเพื่อนใหม่ เรียนรู้อะไรใหม่ กล้าทำในสิ่งที่เราไม่กล้า อีกอย่างเพื่อนหลายๆคนเขาก็ไม่ค่อยชอบมาที่แบบฉันเท่าไหร่ เขาชอบไปเที่ยวแบบพักผ่อนมากกว่า ฉันเลยคิดว่ามาคนเดียวดีสุด”

พี่ผู้หญิงคนที่2: “พี่ก็ว่าจริงนะ ถ้าเรามากับคนรู้จัก เขาอาจจะเรื่องมาก หรือไม่ชอบแบบเราก็ได้”

ฉัน: (หัวเราะและก็ยิ้มกับพี่ๆ)

หลายเหตุผลที่ฉันได้พบจากคนที่มาค่าย มีมากมายเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ว่าจะมาเพราะอยากมาเที่ยว มาเพราะอกหัก มาเพราะมาตามรอยแฟนเก่า มาเพราะคำสัญญาจากเพื่อนๆ มาเพราะจะได้นัดเจอกัน แต่ฉันคิดว่าเมื่อทุกคนมายืนรวมกันบนเขาลูกนี้แล้ว เหตุผลที่เราต่างก็มีร่วมกัน คือ มาเพราะสร้างประโยชน์ให้กับเด็กๆบนเขาลูกนี้

ฉันกลับจากเล่นน้ำตก เจ้าของบ้านก็มาพอดี และเราก็คุยกันไม่รู้เรื่อง แต่โชคดีที่น้าเขาพอจะฟังฉันรู้เรื่องบ้าง และโชคดีที่ลูกของน้าเขาพูดภาษาเดียวกับฉันได้นิดหน่อย เลยไม่มีปัญหาในการสื่อสารเท่าไหร่

….ติดตามตอนต่อไป…

ใส่ความเห็น

scroll to top