ครูอาสาที่ราไวย์ จาก สัญจร 23

 

“ ครูๆไปเล่นบอลกันครู” เสียงจากเด็กๆกลุ่มหนึ่งที่กำลังวิ่งซุกซนอยู่ริมชายหาดบ้านราไวย์ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองไทย 

 

ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุริมชายทะเลอันดามัน เราหลายคนกำลังเดินชมวิวทิวทัดริมหาดราไวย์โดยมีเด็กๆในชุมชนวิ่งเล่นซุกซนอยู่เป็นกลุ่มๆในบริเวณใกล้ๆกัน โดยเด็กๆเหล่านั้นพยามชักชวนให้เราร่วมสนุกกับพวกเขาด้วย ทั้งๆที่เราก็เป็นแค่คนนอกที่เพิ่งเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ แต่เด็กๆก็ยินดีต้อนรับเราอย่างอบอุ่นและเรียกเราว่า “ครู” อย่างเต็มอกเต็มใจ

 

วันศุกร์ต้นเดือนเมษายน เดือนที่ขึ้นชื่อว่าร้อนที่สุดแห่งบ้านเมืองนี้ ได้มีคนจำนวนหนึ่งเดินทางจากหลากหลายสถานที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มารวมตัวกันอยู่ที่ บ้านราไวย์ จังหวัดภูเก็ต เขาเหล่านั้นบางคนเคยรู้จักสนิทสนมกันมาก่อน แต่ก็ยังมีอีกหลายคนเช่นกันที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลยรวมถึงอาจเป็นครั้งแรกของบางคนด้วยซ้ำที่ได้มาเยือนไข่มุกอันดามัน เขาทั้งหลายมุ่งหน้าสู่อันดามันในครั้งนี้ใช่เพื่อมาชมความงดงามของชายหาดหรือหมู่เกาะทั้งหลายเหล่าใด แต่คนเหล่านี้เดินทางมาด้วยเป้าหมายเดียวกัน เป้าหมายที่ใครหลายคนอาจไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ทำมันในครั้งหนึ่งของชีวิต นั่นคือการมาเป็นครูอาสา ในนามที่เรียกขานกันว่า “ครูบ้านนอก”

 

หลังจากการมาถึงภูเก็ตของเหล่าครูบ้านนอก ทุกคนก็ถูกนำมารวมกัน ณ ที่พักริมทะเลแห่งหนึ่งเพื่อแจ้งลำดับกิจกรรมและแบ่งกลุ่มครูอาสาตลอดถึงการรับประทานมื้อเที่ยงพร้อมๆกันก่อนเดินทางสู่หาดราไวย์ในยามบ่ายแก่ๆ เราออกเดินทางสู่หาดราไวย์กันด้วยรถส่วนตัวและรถโดยสารที่ทางทีมงานเหมากันไว้โดยมีครูอาสาโดยสารกันไปร่วมสามสิบชีวิต ในระหว่างเดินทางครูอาสาหลายคนก็เริ่มทำความรู้จักมักคุ้นกันตามอัธยาศัยและบางคนก็หันซ้ายแลขวาชมความเจริญของสองข้างทาง รวมทั้งหลายคนก็คงจะตื่นเต้นกับการที่จะได้เป็นครูครั้งแรกในชีวิต ถึงแม้ว่ามันเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม 

 

เมื่อมาถึงหาดราไวย์เราทุกคนก็ได้นั่งล้อมวงกันใต้ต้นมะขามริมหาดราไวย์เพื่อรับฟังข้อมูลพื้นฐานและปัญหาต่างๆDSC_0316ของชุมชนจากเจ้าหน้าที่ผู้ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ หลังจากนั้นเราทุกคนก็ถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆเพื่อเข้าพักในที่พักซึ่งเป็นบ้านของพี่น้องชาวบ้านซึ่งเป็น ชาวเล๑ กลุ่มอูรักราโว้ย๒ ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่กันอย่างหนาแน่นในพื้นที่จำกัด โดยแต่ละบ้านจะมีครูอาสาเข้าพักบ้านละ ๒-๖ คน ตามแต่ขนาดของบ้านที่เข้าพัก โดยครูอาสาทุกคนที่เข้าไปอยู่ในบ้านก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีได้รับการดูแลดุจลูกหลาน 

 

หลังจากนำข้าวของเสื้อผ้าเข้าสู่ที่พักและทำความรู้จักกับเจ้าของบ้านเรียบร้อยแล้วเราทุกคนก็เดินกลับมารวมกันที่ใต้ต้นมะขามซึ่งเปรียบดั่งศูนย์กลางของค่าย โดยที่จะมีการประชุมงาน ทานอาหาร นั่งพูดคุยหยอกล้อกัน ที่ใต้ต้นมะขามต้นเดียวกันนี้ รวมทั้งเป็นที่นอนของครูอาสาบางท่านด้วยเช่นกัน “กินกันเยอะๆนะลูก ปลาสดๆทั้งเพเอามาแกงหรอยแหละ” เสียงจากแม่ครัวท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นเป็นภาษาถิ่น ผู้ซึ่งทำมื้อเย็นให้เราเหล่าครูอาสาได้ลิ้มรสแกงใต้กันในวันแรก โดยเราทุกคนเรียกแม่ครัวผู้นี้กันติดปากว่า ม๊ะ๓ ในระหว่างทานมื้อเย็น ครูอาสาทุกคนก็เริ่มพูดคุยกันมากขึ้นหลังได้ทำความรู้จักกันระหว่างเดินทางเข้าพื้นที่ คลื่นที่ยังคงซัดสาดหาดทรายอย่างไม่ลดละยังทำหน้าที่ของมันไป ดุจดั่งไฟอาสาของครูอาสาทุกท่านที่ยังคงโชติช่วงอยู่เสมอ จากนั้นทุกคนก็ได้เดินเที่ยวชมชุมชนตามอัธยาศัยก่อนจะมารวมกันอีกครั้งตามเวลานัดในช่วงหัวค่ำเพื่อทำกิจกรรมรอบกองไฟ

 

“ ทั้งหมดจับมือกันยืนเป็นวงกลมด้วยครับ ” เสียงจากครูอาสาท่านหนึ่งซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ และเป็นที่จดจำของทุกสถานที่ที่ชายผู้นี้เดินทางไปถึง นายสายลม พเนจร ชายผู้มีรูปร่างต่างกับชื่อลิบลับ แต่มากมายความสามารถด้านงานอาสาพัฒนา กองไฟที่ถูกสุมไว้กลางวงลุกโชติช่วงไม่แพ้ไฟอาสาของทุกคน หลังจากยืนเป็นวงกลมล้อมรอบกองไฟกันแล้ว นายสายลมก็เริ่มกิจกรรมละลายพฤติกรรมด้วยการให้ทุกคนแนะนำตัวเองและจดจำชื่อครูอาสาทุก ๆ คนที่แนะนำตัวมาก่อนหน้า ก็ทำให้ภายในวงล้อมเริ่มมีเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะๆ หลังจากนั้นก็มีกิจกรรมเพิ่มขึ้นโดยการจับคู่ครูอาสาแล้วให้พูดคุยซักถามกันและกันเป็นคู่ๆสลับกันไป 

หลังเสร็จกิจกรรมรอบกองไฟในคืนแรกเราหลายคนก็กลับไปรวมกันที่ใต้ต้นมะขามอีกครั้งโดยมีครูอาสาบางท่านแยกย้ายกลับเข้าบ้านพักที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ ส่วนที่เหลือก็นั่งสนทนากันในเรื่องต่างๆนาๆโดยมีการหยอกล้อสลับกันไป

DSC_0366

อีกด้านหนึ่งก็มีเจ้าหน้าที่และผู้นำชุมชนนั่งสนทนากันถึงเรื่องปัญหาของชุมชนและทางออกของปัญหานั้นๆ เมื่อราตรีล่วงเข้ายามดึกเสียงคลื่นซัดชายหาดเริ่มดังรุนแรงมากขึ้นด้วยลมที่พัดแรงกว่าตอนหัวค่ำ ครูอาสาบางท่านเริ่มย้ายวงเข้ามาสนทนากับวงของชาวบ้านและได้รับฟังปัญหาอย่างละเอียดมากขึ้น ต่างฝ่ายต่างก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน ทำให้บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย จากนั้นทุกคนต่างก็แยกย้ายกันเข้านอน โดยคงมีปัญหาของชุมชนติดเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของครูแต่ละคนมิใช่น้อย *****************

“น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ รองท้องก่อนนะครับครู ระหว่างรอข้าวต้มสุก” เสียงบอกกล่าวเรื่องมื้อเช้าจากทีมงานผู้ดูแลครูอาสาท่านหนึ่ง ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการแกะถุงน้ำเต้าหู้ของตัวเอง

 

“กาแฟก็มีนะค่ะ น้ำร้อนต้มเดือดแล้วด้วยหากใครต้องการ” อีกหนึ่งเสียงใสๆจากพี่เลี้ยงครูอาสา สาวใต้ผู้มีผิวดั่งอุบลพรรณ ส่วนอีกด้านหนึ่งครูอาสาหลายท่านก็กำลังยืนต่อแถวเพื่อรอหยิบปาท่องโก๋

“ข้าวต้มสุกแล้วนะลูก” ม๊ะแจ่ม  ผู้ซึ่งตื่นแต่เช้ามาตระเตรียมของทำมื้อเช้าให้เหล่าครูอาสาทั้งหลายได้ฝากปากฝากท้อง เอ่ยขึ้น เป็นสัญญาณให้ครูอาสาหลายคนเดินออกจากแถวปาท่องโก๋มาหยิบถ้วยช้อนเดินตรงไปยังหม้อข้าวที่วางอยู่ใกล้ๆ กัน

 

“ทานข้าวเสร็จแล้วเตรียมตัวประจำฐานได้เลยนะครับครู แล้วผมจะแบ่งเด็กๆส่งไปในแต่ละฐาน” เสียงจากนายสายลมเจ้าเก่าผู้ซึ่งเตรียมตัวหลอกล่อเด็กๆให้แบ่งกลุ่มเข้าฐานทำกิจกรรมกับครูอาสาที่ประจำอยู่ทุกฐาน ซึ่งแบ่งเป็นสี่ฐานสี่ศาสตร์ คือ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ศิลปะ และสุขศึกษา โดยในแต่ละฐานครูอาสาทุกท่านก็คงจะตื้นเต้นไม่เบาที่จะได้สอนและหลายคนคงคิดว่าจะทำให้เจ้าลิงน้อยเหล่านั้นอยู่ในโอวาทได้อย่างไร

 

“ครูๆ อยากได้ตุ๊กตาตัวใหญ่นิ” เสียงจากเหล่าเด็กน้อยทั้งหลายที่นั่งรวมกันอยู่ในฐานสุขศึกษา โดยที่มือก็เอื้อมจะคว้าสิ่งที่ตัวเองหมายปอง

 

“ยังให้ไม่ได้นะค่ะต้องทำกิจกรรมกันก่อน ใครชนะถึงจะได้ไป ตกลงตามนี้นะค่ะ” ครูบ้านนอกท่านหนึ่งพูดเชิงปรามเด็กๆที่ทำท่าจะแย่งตุ๊กตาตัวใหญ่สุดในกอง

 

 “ไหนทุกคนแนะนำตัวเองให้ครูรู้จักก่อนสิค่ะ” คุณครูท่านเดิมเอ่ยขึ้น

 

“โบ๊ตครับ ลวกครับ ไก่ครับ ฟิล์มครับ นุ้ยครับ โดมครับ ” เสียงแนะนำตัวเองของเหล่าเด็ก ๆ ดังเรียงกันตามลำดับแถวจนครบทุกคน 

 

“ทั้งหมดยืนเป็นแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งด้วยค่ะ”  เสียงจากครูข้าวทิพย์ดังขึ้นเป็นเชิงออกคำสั่งให้เด็ก ๆ จัดแถวตัวเองให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมตัวร้องรำทำเพลงตามที่ครูตระเตรียมกันไว้ เด็กๆวัยซนทั้งหลายก็ปฏิบัติตามอย่างเด็กว่าง่าย

 

 “ทุกคนทำตามครู นันท์ กับ ครูขวัญ นะค่ะ” ครูข้าวทิพย์ออกคำสั่งอีกครั้ง และแล้วเสียงเพลง โอ้โห๋เฮะ ก็ดังขึ้นพร้อมท่าเต้นที่แสนจะขบขัน 

 

“โอ้โห๋เฮะ สบู่หอมตราลูกไก่ ถ้าหากคุณได้ลูบไล้ แล้วคุณจะร้องโอ้โห๋เฮะ โอ้โห๋เฮะ! โอ้โห๋เฮะ! โอ้โห๋เฮะ!” ในระหว่างDSC_0352ร้องและเต้นเพลง โอ้โห๋เฮะ ก็เรียกเสียงฮาได้ทั้งจากครูและเด็กๆจากท่าเต้นอันพิสดารของครูอาสาท่านหนึ่ง จากนั้นก็มีการร้องรำเพลงอื่นๆต่อไป โดยแทรกวิชาการด้านสุขศึกษาเข้าไปพร้อมๆกัน ทำให้ทั้งเด็กและครูสนุกปนเหนื่อยไปตามๆกัน เมื่อครบเวลาเข้าฐานก็มีการแจกของรางวัลตามที่สัญญากันไว้ แล้วเด็กๆก็เปลี่ยนฐานวนกันไปจนครบทั้งสี่ฐาน ก็เป็นอันเสร็จกรรมในภาคเช้า จากนั้นทุกคนก็ได้พักรับประทานมื้อเที่ยงกันที่ใต้ต้นมะขามเฒ่ากันเช่นเคย

 

ในช่วงบ่ายของวันแรกที่เริ่มกิจกรรม หลังรับประทานมื้อเที่ยงกันเสร็จแล้ว เราทุกคนทั้งเด็กๆและเหล่าครูอาสาก็ไปพร้อมกันที่ชายหาดเพื่อแข่งกีฬา โดยเราแบ่งเด็กและครูอาสาเป็นสองฝ่ายเพื่อแข่งชักเย่อ ซึ่งมีกติกาว่าทีมใดแพ้จะต้องโดนลงทะเล ซึ่งเด็ก ๆ ทั้งสองฝ่ายก็ฮึกเหิมกระหายชัยชนะกันอย่างเต็มที่ ในระหว่างทำการแข่งขันเหล่าครูอาสาทั้งหลายก็พยายามช่วยทีมของตัวเองกันอย่างเต็มที่ ซึ้งแท้จริงแล้วมันผิดกฎ แต่ด้วยเพราะเป็นการแข่งขันเพื่อสร้างความสนุกสนานจึงไม่มีกติกาใดแน่นนอนนัก หลังปรากฏผลแพ้ชนะ ซึ่งฝ่ายแพ้ก็ล้มลงระเนระนาดกันทั้งครูทั้งเด็ก ต้องลงไปกระโดดน้ำทะเลเล่นกันอย่างสนุกสนาน  ส่วนทีมชนะ ใช่ว่าจะดีใจมองเพื่อน ๆ โดดลงเล่นน้ำทะเลกันตาละห้อย  สรุป  ไม่ว่าแพ้หรือชนะก็ลงทะเลกันหมด

 

หลังจากแข่งชักเย่อกันแล้ว เราก็แบ่งเด็กและครูเป็นสี่กลุ่มโดยใช้ครูชุดเดิมที่อยู่ประจำฐานเป็นกลุ่มเดียวกันตามด้วยการแบ่งเด็กๆไปตามกลุ่มเพื่อแข่งกันก่อกองทรายริมชายหาด จากนั้นเด็กๆต่างก็เมามันกับการขนทรายและเปลือกหอยมาประดับประดาปราสาททรายของตัวเองเป็นการใหญ่ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีรูปแบบต่างกันไป เมื่อเสร็จทุกกลุ่มแล้วก็มีกรรมการลงมาตรวจให้คะแนนซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นนายสายลมเจ้าเดิมที่ต้องลงมาตรวจผลงานของเด็กๆ

 

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันสำหรับท่านกรรมการก็เกิดขึ้น เมื่อเด็กๆและเหล่าครูอาสาได้ล้อมกรรมการไว้แล้วผลักท่านกรรมการผู้มีรูปร่างดุจภูผาลงไปลอยคอในทะเล   ประดุจรถเครนยกช้างขึ้นแล้วทุ่มลงน้ำอย่างแรง คนที่ยืนใกล้ ๆ รับได้ถึงแรงสั่นสะเทือน

 

ภาพดังกล่าวสร้างเสียงฮา  จนท้องงอท้องแข็ง ให้ผู้คนรายรอบ  ทั้งครูบ้านนอก  เด็ก ๆ  ชาวบ้าน 

 

“ พลาดจนได้ ” น้ำเสียงจากนายสายลม ที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคน

 

“บัดดี้ฝากมาให้ครับครู” น้ำส้มหนึ่งขวดกับขนมอีกสองสามอย่างถูกส่งให้ครูสาวท่านหนึ่ง โดยผู้ฝากมานั้นเป็นชายผู้จับได้ชื่อเธอเป็นบัดดี้  การเทคบัดดี้ครั้งแรกของเขานั้นไม่ดีเท่าใดนักเมื่อนำสิ่งที่บัดดี้ไม่ชอบที่สุดมาให้เธอทาน

 

หลังจากทานมื้อเย็นในคืนที่สองของค่ายแล้วก็ได้มีการจัดกิจกรรมรอบกองไฟเช่นเคย โดยมีการแบ่งกลุ่มครูอาสาเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละสามคน และให้ครูอาสา เปิดความในใจพูดในสิ่งที่อยากพูดต่อหน้าครูอาสาในกลุ่มนั้นๆ แล้วกิจกรรมรอบกองไฟก็สิ้นสุดลงในช่วงเวลาสั้นๆเพื่อให้ครูอาสาทั้งหลายได้พักผ่อนกันตามอัธยาศัยหลังทำกิจกรรมในช่วงกลางวันมาทั้งวัน คลื่นยังคงซัดหาดทรายอย่างไม่ลดละ แต่ท้องฟ้าไร้ซึ่งแสงจันทร์อันเนื่องจากเป็นคืนเดือนแรม คงมีเพียงดวงดาราระยับอยู่เต็มท้องฟ้าที่ดูจะเป็นแผ่นเดียวกับท้องทะเลในยามราตรีเช่นนี้  ใต้ต้นมะขามยังคงมีเสียงพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะของเหล่าครูอาสา โดยมีครูณัฐกับครูขวัญและครูแมนเป็นผู้สร้างความครื้นเครงในวงสนทนา ส่วนเจ้าของเสียงหัวเราะที่เมื่อมันดังขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ชวนให้ครูคนอื่นๆหัวเราะตามไปด้วยนั้นคือเสียงหัวเราะของครูหมวย ผู้ซึ่งมีเสียงหัวเราะหลายโทนเสียงเป็นอย่างมาก ไม่นานนักทุกคนก็ต้องหัวเราะกันลั่นทั้งวงอีกครั้งเมื่อมีเสียงกรนลอยตามลมมาจากใกล้ๆกัน ซึ่งเจ้าของเสียงกรนนั้นก็เป็นของครูอาสาท่านหนึ่งที่นอนหลับอยู่ไม่ไกลกันนัก น้ำทะเลเริ่มขึ้นสูง คลื่นซัดชายหาดเสียงดังกว่าตอนพลบค่ำ หมู่ดาวบนท้องฟ้าก็พาตัวเองหลบซ่อนเข้ากลีบเมฆ เหมือนเป็นการบ่งบอกว่าวงสนทนาควรสิ้นสุดลงได้แล้ว หมาในหมู่บ้านส่งเสียงเห่าเหล่านักท่องราตรีที่กำลังจะกลับที่พัก ส่วนที่วงสนทนาก็เงียบสงบลงเมื่อเหล่าครูอาสาทั้งหลายแยกย้ายกันเข้านอนตามบ้านที่ตนเองสังกัด และแล้วใต้ต้นมะขามก็กลายเป็นที่พักแรมของครูอาสาบางท่านอีกคืน

 

อรุณแรกแหวกหวันวันฟ้าใส ณ ริมหาดราไวย์ดั่งใยศิลป์ ระยิบระยับวับวาวพราววาริน คล้ายลอยล่องท่องถิ่นสุราลัย ปลิวว่อนอ่อนไหวไปตามลม ซึ่งคือศิลป์อารมณ์อันพลิ้วไหว ร้อยเรียงเคียงรสบทความไป จินตนาพาให้ไกลกว่าลม

 

หนึ่งบทกวีถูเอ่ยขึ้นเบาๆจากปากครูอาสาท่านหนึ่งที่นั่งมองท้องทะเลริมหาดราไวย์ขณะนั่งทานมื้อเช้าพร้อมๆกับครูอาสาท่านอื่นๆ หลังผ่านคืนที่สองในการมาของครูบ้านนอกทั้งหลาย กิจกรรมในภาคเช้าหลังรับประทานอาหารแล้วก็แบ่งตามฐานเหมือนกับวันก่อน โดยกิจกรรมก็ไม่ต่างจากเดิมมากนักมีเพียงบางฐานที่มีการปรับแก้วิธีการถ่ายทอดเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมกับเด็ก บางฐานก็เปลี่ยนเกมที่เล่นเพื่อไม่ให้ซ้ำกับวันก่อนหน้า ด้วยหวังว่าเด็กๆจะได้ไม่เบื่อหากเจอเกมและกิจกรรมเดิมๆ 

 

“ทั้งหมดจัดแถว” เสียงออกคำสั่งของครูอาสาท่านหนึ่งดังขึ้นเป็นสัญญาณให้เด็กๆได้ปฏิบัติตามอย่างเร่งด่วน

 

“ปรบมือหนึ่ง , ปรบมือสองครั้ง” เสียงออกคำสั่งอีกครั้งจากครูอาสา เพื่อให้เด็กๆได้มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่จะทำต่อจากนี้

 

“นักเรียนทั้งหมดแบ่งกลุ่มเป็นสามกลุ่มเท่าๆกันค่ะ แล้วยืนเป็นวงกลมตามกลุ่มของตัวเอง” ครูข้าวทิพย์ออกคำสั่งให้เด็กๆได้ทำตามอีกครั้งหนึ่ง

DSC_0357

“เดี่ยวเราจะเล่นบิงโกกันนะค่ะ ทีมไหนชนะจะมีรางวัลให้ทุกคนในกลุ่ม” เมื่อพูดเสร็จครูขวัญ ครูนันท์ ครูตุ้ม ครูนิว และครูติงลี่ ก็ช่วยกันแจกแผ่นภาพสำหรับเล่นเกมและก็แบ่งกันอยู่ประจำกลุ่มของนักเรียนเพื่อเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มและดูแลความเรียบร้อยของเด็กๆ ส่วนครูที่เหลืออีกสองคนก็ได้ช่วยกับจับสลากบิงโกขึ้นมาเล่นเกมกันอย่างสนุกสนานทั้งครูทั้งเด็ก แสงแดดยามใกล้เที่ยงเริ่มรุกคืบเข้ามายังลานกิจกรรมของเด็กๆทำให้ต้องหาที่ร่มใหม่เพื่อทำกิจกรรม แต่เด็กๆนั้นไม่มีทีท่าที่จะเกรงกลัวแดดแม้แต่น้อย

 

“เธอร้อนแรง ดั่งแมงกะพรุนไฟ ๆ มีพิษร้ายอยู่รายรอบตัว ๆ แมงกะพรุนไฟ แมงกะพรุนไฟ แมงกะพรุนไฟ อ่าฮ่ะ อ่าฮ่ะ อ่าฮ่ะ อ่าฮ่ะ ฮ่าฮ่ะ” เด็กๆยืนล้อมวงร้องเพลง แมงกะพรุนไฟ ที่ครูอาสาสอนให้ร้องกันอย่างครื้นเครง อีกทั้งมีเสียงหัวเราะปะปนมาด้วยเมื่อได้เห็นตัวอย่างท่าเต้นประกอบเพลงนี้ จากนั้นเด็กๆก็ทั้งร้องทั้งเต้นเพลงดังกล่าวกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะมีการคัดเลือกคนที่เต้นได้มันที่สุดสามคนเพื่อรับรางวัล

 

“เด็กๆคะ ก่อนมาฐานนี้เด็กๆไปฐานไหนมาคะ” เสียงจกครูบ้านนอกท่านหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

 

“คณิต กับ ศิลปะ ครับครู” เด็กชายคนหนึ่งตอบคำถามคุณครูอย่างทันทีทันใด

 

“แล้วฐานคณิตศาสตร์ครูสอนว่ายังไงมั่งค่ะ” ครูบ้านนอกท่านเดิมถามต่อ

 

“ครูให้บวกเลขค่ะ” เด็กหญิงเป็นฝ่ายตอบบ้าง

 

“แล้วฐานศิลปะละค่ะ ทำอะไรกันบ้างละค่ะ” เป็นคำถามที่สามจากครูท่านเดิม

 

“ให้วาดรูปคับครู”

 

“งั้นฐานครูเรามาเล่นเกมกันดีกว่านะค่ะเด็กๆ”  ตะวันเคลื่อนสูงขึ้นตรงหัว บ่งบอกว่ากิจกรรมในภาคเช้าควรจะจบลงแค่นี้ ทั้งเด็กๆและครูอาสาต่างก็พาตัวเองมุ่งไปยังใต้ต้นมะขามอีกครั้งเพื่อนำอาหารมือเที่ยงลงสู่ท้องไส้ของตัวเอง

 

“เด็กๆทั้งหมดจัดแถว” ครูสายลมออกคำสั่งแก่เด็กๆ หลังจากพักทานมื้อเที่ยงและพักผ่อนตามอัธยาศัยกันมาพักใหญ่แล้ว

 

 “เดี่ยวเราจะลงไปเก็บขยะกันที่ริมหาดนะครับ ให้เด็กๆไปต่อแถวด้วนหลังคุณครูแต่ละกลุ่มเลยนะครับ ”

 

ครูสายลมเริ่มอธิบายกิจกรรมต่อไปให้เด็กๆและครูอาสาทุกคนได้รับฟังแล้วก็เริ่มกิจกรรมดังกล่าวทันที เมื่อทุกกลุ่มมีป้ายประจำกลุ่มและถุงใส่ขยะ และหลังจากทุกกลุ่มจัดการกับขยะริมชายหาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กๆก็ไปล้างมือแล้วมายืนต่อแถวรับไอศกรีม ส่วนครูอาสาทั้งหลายก็ไปเตรียมตัวเพื่อจะเดินทางไปชมอาทิตย์ตกทะเลที่แหลมพรหมเทพ  เมื่อมาถึงแหลมพรหมเทพ ครูอาสาทุกคนก็เดินชมวิวทิวทัศและถ่ายภาพกันตามแต่จะชื่นชอบ อาจมีไปเป็นกลุ่มและครูบางท่านก็เลือกที่จะเดินคนเดียว อาจเพราะต้องการความสงบในตัวหรือหรืออาจเป็นเหตุผลอื่นที่ผู้อื่นมิอาจเข้าถึง

 

อัสดงตรงนี้ที่แหลมพรหมเทพ มานั่งเสพยลแสงรพีใส ยามเมื่อตกลงสู่ชลาลัย ระยับวับวาวไวในแผ่นชล แลคลื่นซัดอัดศิลาหน้าผานั้น ดุจดั่งฝันอันแปลกตาพาสับสน ตะวันเคลื่อนลงสู่น้ำตามวังวน ผืนแผ่นชลปนนภาว่าแสนงาม

 

อีกหนึ่งบทกวีที่ครูอาสาท่านหนึ่งเขียนขึ้นขณะชมตะวันลับที่เลอันดามัน เมื่อทุกคนได้ชื่นชมและเก็บภาพบรรยากาศกันอย่างอิ่มหนำแล้ว ทุกคนก็มายืนรวมกันเพื่อจะถ่ายภาพหมู่ครูบ้านนอกสัญจรครั้งนี้กัน ก่อนที่จะกลับไปยังหาดราไวย์อีกครั้งเพื่อทำกิจกรรมรอบกองไฟของคืนสุดท้ายในบ้านราไวย์

 

คืนสุดท้ายที่ราไวย์ ครูอาสาส่วนเมื่อทานข้าวเสร็จก็จะนั่งอยู่กลางวงล้อมของเด็กๆที่พยามจะใช้เวลาทุกวินาทีเพื่อจะอยู่กับครูของเขา

 

“ครูๆ คืนนี้ไปนอนบ้านผมตะ” เด็กชายไก่เอ่ยปากชวนครูของเขา

 

“ครูต้องนอนบ้าน ม๊นิ้ง เพราะเขาจัดไว้ให้แล้ว” ครูผู้ถูกชักชวนตอบแก่นักเรียนของตน

 

“งั้นคืนนี้ผมไปส่งครูที่บ้าน ม๊ะนิ้งนะ” เด็กชายไก่พูดต่อ

 

“ได้ครับ” กิจกรรมในคืนสุดท้ายนี้ก็คือการรับชมการแสดงรองแง็งของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน และรับฟังปัญหาของชุมชน ตลอดถึงการเล่นเกมกับเด็กๆเพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

 

“หมู่บ้านเราตั้งมานานแล้ว”

 

“ เราอยู่กันมาตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย ”

 

“ วันนี้เขามาบอกว่าที่ของเขา เขามีโฉนด”

 

“เขาอี้ไม่ให้เราอยู่ที่นี่ เขาฟ้องไล่เราไปอยู่อื่น”

 

“แล้วอี้ให้เราไปอยู่ไหนนิ” เสียงจากผู้เฒ่าท่านหนึ่งในหมู่บ้านเอ่ยขึ้นในวงสนทนา ซึ่งครูอาสาทุกท่านที่ได้รับรู้รับฟังเรื่องราวเหล่านี้ทั้งจากปากชาวบ้านก็ดี หรือจากการชม วีดีโอ ก็ดี หลายคนคงรู้สึกรันทดใจมิใช่น้อย กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุการณ์จริง กับผู้ประสบปัญหาจริงที่นั่งอยู่ตรงหน้า หลังจากจบการแสดงและการสนทนาเพียงเล็กของผู้เฒ่าผู้แก่แล้ว ก็มีการมอบของที่ระลึกให้ท่านเหล่านั้นตลอดถึงการเก็บภาพหมู่ระหว่างเหล่าครูอาสากับพ่อเฒ่าแม่เฒ่าด้วย

 

ก่อนจบกิจกรรมรอบกองไฟของคืนนี้ เราได้จับมือล้อมวงกันทั้งเด็กทั้งครูร่วมร้องเพลง คำสัญญา ดั่งเป็นคำมั่นว่านับแต่นี้ไปเราทั้งหลายเปรียบเหมือนครอบครัวเดียวกัน เราจะอยู่ในใจของกันและกันเสมอ เมื่อสิ้นเสียงเพลงเหล่าครูอาสาทุกคนก็ยืนเป็นแถว เพื่อส่งพ่อเฒ่าแม่เฒ่าและเด็กๆกลับบ้าน ลมจากทะเลพัดแรงจนทำให้ใครหลายคนรู้สึกหนาวสั่นเข้าไปถึงวิญญาณ หากแต่เพียงลมที่พัดผ่านกายคงไม่ทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นได้…แล้วอะไรเล่าที่ทำให้ความรู้สึกแบบนั้นย่างกรายเข้ามา……

 

ในวันสุดท้ายของค่าย หลังจากเหล่าครูอาสากลับจากการไปยลความงดงามของเกาะแก้วพิสดารแล้ว ทุกคนต่างแยกย้ายไปยังบ้านที่ตัวเองฝากร่างกายไว้หลบฝนหลบแดดเป็นเวลาสามคืนก่อนหน้านี้ แดดยามเที่ยงวันช่างร้อนแรงเกินเอ่ยบรรยาย แต่ไอร้อนของแดดคงไม่สามารถบั่นทอนความรู้สึกของเหล่าครูอาสาได้เท่ากับเวลาของการจากลาที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ครูอาสาหลายท่านได้ถ่ายภาพกับเจ้าของบ้านที่ตัวเองเข้าพักตลอดถึงการขอบคุณและขอโทษขอโพยกันไปต่างๆนาๆแล้วทุกคนก็มารวมกันที่หาดทราย โดยมีเด็กๆเดินตามไม่ห่าง เรานั่งล้อมวงกันริมหาดเพื่อสรุปปัญหาและกล่าวความรู้สึกของครูอาสาผู้มาในนาม ครูบ้านนอก วนรอบไปจนครบทุกคน ซึ่งอาจมีหลากหลายความรู้สึกอยู่ในครูคนเดียวกัน แต่ครูทุกคนมีความรู้สึกหลายอย่างที่ตรงกันและเหมือนกัน ซึ่งในขณะแสดงความรู้สึกอยู่นั่นเอง ครูอาสาบางท่านถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วย มันเป็นน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มที่ครั้งหนึ่งตัวเองได้มาทำประโยชน์ให้กับสังคม ในขณะเดียวกันมันก็เป็นน้ำตาแห่งมิตรภาพ

 

“ครูๆ ครูจะมาที่นี่อีกเมื่อไหร่คับครู” หนึ่งคำถามง่ายๆสั้นๆจากเด็กๆที่มารอส่งครูของเขาทุกคน แต่สำหรับผู้ที่จะตอบคำถามนั้น….มันยากเหลือเกิน  ครูอาสาบางส่วนต้องกลับไปก่อนเพื่อที่จะเดินทางไปยังสนามบิน ส่วนที่เหลือก็ขึ้นนั่งบนรถสองแถวที่ถูกจัดไว้ให้ เมื่อทุกคนขึ้นนั่งบนรถพร้อมกับสำภาระที่ถูกนำไปไว้บนหลังคา รถคันดังกล่าวก็ค่อยๆพาเหล่าครูอาสาออกจากชุมชนบ้านราไวย์โดยที่สองข้างทางมีเด็กๆคอยโบกไม้โบกมือ เป็นการกล่าวคำอำลา ลมทะเลพัดเข้าหารถที่เรานั่ง ใต้ต้นมะขามคงเงียบเหงาไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อรถพาครูอาสาทั้งหมดออกพ้นชุมชนไป บนใบหน้าของครูอาสาหลายท่านเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา และแล้วชุมชนบ้านราไวย์ก็กลายเป็นอดีตที่ครูอาสาทุกคนคงจดจำไปตลอดกาล

โดย : สู่น้องบนดอย ค่ายอาสา

ใส่ความเห็น

scroll to top