เมื่อข้าพเจ้าไปเป็น “ครูบ้านนอก” โรงเรียน “บ้านป่าเมี่ยงแม่พริก” จ.เชียงราย (ตอนที่1)

Story : KLIN MATAHARI·3 สิงหาคม 2017


#ครูบ้านนอก192 “ก่อนไฟฟ้าจะมาถึง”
“Because the world is round it turns me on… Because the wind is high it blows my mind… Love is old, love is new Love is all, love is you” , Because-The Beatles
ณ วันนั้นบทเพลง “Because” ค่อย ๆ ล่องลอยหมุนวนเข้ามาสู่ข้าพเจ้า และนั่นทำให้ข้าพเจ้าได้เปลี่ยนห้องสี่เหลี่ยมทำงานประจำวันไปทำงานเป็นครูอาสาในโรงเรียนที่มีเด็กชั้นประถมฯ สิริรวม 22 คนกับ 5 ชั้นเรียนและคุณครูอีก 3 ท่าน ณ โรงเรียน บ้านป่าเมี่ยงแม่พริก ต.แม่พริก อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ถือเป็นการไปเป็นครูบ้านนอกตามที่เคยตั้งใจไว้ ได้สอนเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยพลังของวัยเยาว์ ความสนุกสนาน มิตรภาพ รอยยิ้ม ความสดใสที่โอบล้อมไว้ในท่ามกลางวิถีชีวิตของชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน ป่าและลำธาร ที่ซึ่งชาวบ้านกำลังอยู่ในช่วงเวลาของความตื่นเต้นกับไฟฟ้าที่เพิ่งมาถึงไม่กี่วันก่อนหน้าและไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ หมู่บ้านที่เป็นจุดเสี่ยงและเฝ้าระวังภัยพิบัติแผ่นดินไหวและน้ำป่า แต่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมามากกว่า 200 ปี นอกจากทำให้ข้าพเจ้าได้ลองลงมือทำงานชิ้นนี้อย่างที่ตั้งใจไว้ ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็เป็นดั่งนักเรียนของบ้านป่าแห่งนี้เช่นเดียวกันที่เต็มไปด้วยคุณครูอย่างเด็ก ๆ ชาวบ้าน ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ครูอาสาด้วยกัน ผืนป่า ลำธารและการเรียนรู้ภายในของตนเอง

“ครูบ้านนอก” โรงเรียน “บ้านป่าเมี่ยงแม่พริก”

หลังจากสัญญา 4G ดับวูบลงราวกับแสงสุดท้าย ณ เชิงเขา ข้าพเจ้าและเพื่อนครูอาสาท่านอื่น ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ ผ่านเนินเขาชัน ๆ ราบ ๆ ลูกแล้วลูกเล่าเพื่อเดินเท้าเข้าสู่หมู่บ้านร่วมระยะทางประมาณ มากกว่า 7 ก.ม. เพื่อดื่มด่ำกับธรรมชาติสีเขียว ๆ ป่าซาง ท้องฟ้าสีน้ำเงินฟ้า ๆ ระบายด้วยเมฆสีขาว ๆ ตัดกับภูเขาเหมือนกับภาพวาดมาตรฐาน ภูเขาสองลูก ดวงอาทิตย์หนึ่ง บนท้องฟ้าสีคราม ข้าพเจ้าดื่มกินธรรมชาติเหล่านี้ไปตลอดเส้นทาง แม้นว่าแสงจากพระอาทิตย์อันร้อนแรงทำให้เหงื่อไหลไคลย้อย หวนนึกไปถึงการสัญจรไปมาของผู้คนในถิ่นนี้ ภูเขาหลายลูกถูกแผ้วถางโล้นเตียนเพื่อทำการเกษตรให้ตอบโจทย์กับวงจรระบบเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว แต่นั่นละความอยู่รอดของผู้คนที่ต้องเลือกสำหรับการดำรงชีวิต

เส้นทางเข้าหมู่บ้านป่าเมี่ยงแม่พริก ต.แม่พริก อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

เราค่อย ๆ เดินไปตามเส้นทางเข้าหมู่บ้าน หลบพักร้อนตามรายทางของร่มไม้ ซึ่งนั้นยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าต้นไม้มีคุณค่ามากมายเพียงใด ข้าพเจ้าเล่าเรื่องต้นไม้ใหญ่ ๆ ในอินเดียตามเมืองใหญ่ ๆ ที่มักพบเจอได้ง่ายดาย รวมไปถึงกฎหมายคุ้มครองต้นไม้ ก้าวแล้วก้าวเล่า พักแล้วพักเล่า โรงเรียนของหนูอยู่ไกล จริง ๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดความตั้งใจที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้นจริง ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ครูอาสาที่มาด้วยกันต่างทำความรู้จักกันและเล่าที่มาที่ไปของตนเองให้คู่สนทนาได้รู้จักมากขึ้นซึ่งบนใบหน้าของทุกคนล้วนแต้มไว้ด้วรอยยิ้ม ตลอดเส้นทางบทเพลง Across The Universe-The Beatles ค่อยลอยลมตามหลังข้าพเจ้ามา
“Jai Guru Deva, Om Nothing’s going to change my world Nothing’s going to change my world Nothing’s going to change my world Nothing’s going to change my world …Sounds of laughter, shades of life are ringing through my open ears Inciting and inviting me.Limitless undying love which shines around me like a million suns It calls me on and on, across the universe” , Across The Universe-The Beatles
เมื่อเริ่มเห็นบ้านหลังแรก ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ใจชื้น ๆ ขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยเราก็เข้าสู่ในหมู่บ้านแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ถึงโรงเรียนก็ตาม ค่อย ๆ เดินเข้ามาเรื่อย ๆ ระหว่างรายทางข้าพเจ้าส่งเสียงทักทาย สวัสดี ทั้งชาวบ้านที่ขับรถผ่านไปมา หรือตามบ้านต่าง ๆ ที่เยี่ยม ๆ มอง ๆ เรา “สวัสดีและรอยยิ้ม” เป็นภาษาที่เรียบง่ายที่สุดและมีพลังที่จะเปิดประตูในการเชื่อมต่อถึงกัน เจอคุณยายวัยอายุมากกว่า 80 ปีที่ยังเดินหลังตรงคล่องแคล่ว เราสอบถามเส้นทางไปโรงเรียนอีกครั้ง ส่งเสียงพูดจาภาษาเมืองที่ข้าพเจ้าพอจะฟังออกบ้างและเดาความหมายเอาบ้าง(มาทราบในภายหลังว่าคุณยายเคยโดนน้ำป่า)

ป้ายบอกเส้นทาง โรงเรียนบ้านป่าเมี่ยงฯ อีก 2 กิโลเมตร

เรายังคงเดินเข้าไปเรื่อย ๆ ตามริมลำน้ำ ที่ไหลเอื่อย ๆ บ้าง ไหลแรง ๆ บ้างในบางช่วงซึ่งตลอดเส้นทางที่ผ่านมาข้าพเจ้าสูดเอาความสดชื่น พลังของธรรมชาติเข้าออกภายในตนเองอยู่ตลอดเวลา ความตื่นเต้นคือการได้เจอกับต้นไม้ใหญ่ระหว่างทาง หรือแม้แต่ใบไม้สีแปลก ๆ อย่างสีทอง ต้นกาแฟ ต้นชาเขียว(ที่นี่เรียกต้นเมี่ยง) มิวายต้องจับภาพไปตลอดทาง
ในที่สุดข้าพเจ้าเริ่มได้ยินเสียงเด็ก ๆ กำลังเล่นกันซึ่งพอจะเดาได้ว่าเราใกล้โรงเรียนเข้ามาแล้ว ป้ายสีฟ้าขอบชมพูหวานอยู่ระหว่างทางแยกปางต้นผึ้ง กับ ปางอาณาเขต ชื่อโรงเรียนว่า “บ้านป่าเมี่ยงแม่พริก” โรงเรียนแห่งนี้นี่ละที่เราจะมาเป็นครูบ้านนอกกัน เราค่อย ๆ เข้ามาในโรงเรียน ครูอาสาบางท่านที่มาถึงก่อนร่วมวงเล่นกับเด็ก ๆ ความสนุกสนาน เสียงหัวเราะ ความฉงนสนเท่ห์จากใบหน้าของเด็ก ๆ ต่างฝ่ายต่างเริ่มศึกษากันและกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
“เป็นแสงเทียนส่องสว่าง กลางป่าใหญ่” เมื่อคณะครูบ้านนอกเดินทางกันมาครบแล้ว ครูใหญ่หรือผู้อำนวยการการของโรงเรียนกล่าวต้อนรับเป็นธรรมเนียม พร้อม ๆ กันกับอยู่ในช่วงเวลาของการเลิกเรียน และเข้าแถวกลับบ้านแยกตามหมู่บ้านตามอย่างสูตรสำเร็จของโรงเรียนทั่วไป เมื่อธงไตรรงค์ค่อย ๆ ถูกอัญเชิญลงมา เสียงนักเรียนท่องสูตรคูณไล่เรียงจากแม่หนึ่งไปยังแม่สิบสอง ภาพในวัยเยาว์ของข้าพเจ้าค่อย ๆ ผุดพรายที่ละเล็กทีละน้อย เสียงสวดมนต์แล้วตามด้วยเพลงประจำโรงเรียนที่เนื้อเพลงบอกเล่าถึงเรื่องราวของชุมชนตนเอง ความสมัครสมานสามัคคี ความรักในบ้านเกิด พลันเมื่อจบลงแล้วคุณครูของมูลนิธิกระจกเริ่มเปิดกิจกรรมให้เหล่าคณะครูบ้านนอกทั้งหลายได้เริ่มทำความรู้จักกับเด็ก ๆ กิจกรรมเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยความสนุกสนานเพื่อทลายกำแพงของกันและกัน
“Limitless undying love which shines around me like a million suns It calls me on and on, across the universe…Jai Guru Deva, Om , Across The Universe-The Beatles เสียงเพลง Across The Universe ยังคงล่องลอยอยู่รอบตัวข้าพเจ้า
หลังจากนั้นครูบ้านนอกแต่ละกลุ่มถูกเลือกให้ไปพักกับบ้านนักเรียน ข้าพเจ้าได้ไปพักกับบ้านของเด็กชายคมสัน เด็กชายผู้มีความฝันจะเป็นพระ… และชีวิตครูบ้านนอกของข้าพเจ้าได้เริ่มต้นแล้ว…

เด็กชายคมสัน

ลำธารใกล้บ้าน