เล่าเรื่องวันเด็ก

ความประทับใจ มหกรรมวันเด็ก สัญจรตะลอนดอย

        ถ้าพูดถึงวันเด็ก สิ่งสิ่งแรกที่นึกถึงก็คงเป็นของขวัญ ของเล่น ของฟรี และก็เสียงเพลง “เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน หนึ่งนับถือศาสนาสองรักษาทำเนียมมั่น……..”เพลงนี้แว๊บเข้ามาในหัว ความทรงจำวันเด็กของมุกตลอดเวลานับยี่สิบปีที่ผ่านก็ไม่มีอะไรมากนอกจากของฟรีตามสถานที่ต่างๆที่เขาจัดกิจกรรมส่วนมากที่ได้ยินก็ธนาคาร อบต สถานที่ยอดฮิตก็น่าจะเป็นกองบิน แต่ที่พูดมาก็ไม่เคยไปแล้วทำไมนึกถึงของฟรีได้ก็ได้ฟังจากเพื่อนๆว่าได้ของฟรีส่วนวันเด็กจริงๆของมุกก็นอนอยู่บ้านดูทีวีไม่มีอะไรพิเศษถ้าพิเศษก็น่าจะเป็นรายการทีวีในวันเด็กจนกระทั้งชีวิตแปลเปลี่ยนผกผันหรืออะไรเข้าฝันเลือกเส้นทางมาฝึกงานที่มูลนิธิกระจกเงา       มาปั๊บก็ออกค่ายมหกรรมวันเด็ก สัญจรตะลอนดอย  จากหัวข้อเรื่องสิ่งที่โฟกัสของเด็กใต้ผิวดำก็หนีไม่พ้น ตะลอนดอย เริ่มตะลอนดอยกัน ที่แรก ที่เริ่มตะลอน คือโรงเรียนห้วยศาลาระยะทางจากมูลนิธิถึงโรงเรียนห้วยศาลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงบรรยากาศมีฝนตกโปรยๆอากาศหนาวๆความทรงจำก็เริ่มหายๆไปเพราะเมารถจนมาถึงโรงเรียนห้วยศาลาช่วงตอนเย็นเด็กๆ กำลังเล่นกีฬาก่อนเลิกเรียนนี้สิเด็กไทยใส่ใจสุขภาพอนาคตของชาติชัดๆหลังจากนั้นก็ได้จัดเตรียมของขวัญที่จะแจกเด็กๆและกิจกรรมนันทนาการสำหรับพรุ่งนี้ตอนบ่าย

คืนนี้ก็นอนที่โรงเรียนก่อนนอนก็มีกิจกรรมละลายพฤติกรรมของนักศึกษาฝึกงานมูลนิธิกระจกเงาสำนักงานเชียงรายที่มาร่วมกิจกรรมสถานที่นอนก็นอนห้องเรียนของเด็กอนุบาล รุ่งเช้าก็มีกิจกรรมนิเทศโดยกิจกรรมนิเทศจะมีนักศึกษาฝึกงานจากมูลนิธิกระจกเงาสำนักงานกรุงเทพและอาสาสมัครมาร่วมในกิจกรรมด้วยโดยอาสาสมัครจะให้เรียกว่า ครูบ้านนอก และมีคำนำหน้าด้วยคำว่า ครู ครูบ้านนอกที่มาก็มาหลากหลายอาชีพมีทั้ง มาเดียว แพ็คคู่แม่ลูก มากับกลุ่มเพื่อนๆ ในช่วงนิเทศก็ได้รู้ว่าเด็กๆมีหลายชนเผ่าซึ่งแต่ล่ะชนเผ่าจะมีภาษาเป็นของตัวเองจากการที่สังเกตเด็กๆที่นี่จะมีหน้าตาคล้ายๆโดยเฉพาะเด็กที่มีนามสกุลอาจอและมีหลายคนที่มีนามสกุลเดียวกันหลังจากนิเทศเสร็จตอนบ่ายก็เริ่มกิจกรรมคุณครูก็เริ่มปล่อยให้เด็กมาเข้าร่วมฐานนันทนาการเด็กๆก็วิ่งเข้ามาร่วมสนุกครูบ้านนอกก็แจกของรางวัลกันไม่อั้นเด็กน่ารักทุกคนเข้าแถวต่อคิวใช้เวลาไม่นานของรางวัลที่เตรียมมาก็หมด ก็เข้าถึงกิจกรรมจับของขวัญ ของขวัญที่เด็กๆจะได้นั่นจะใหญ่หรือเล็กจะตรงที่ชอบหรือไม่ชอบนั้นดวงใครดวงมันและมีการแจกรางวัลใหญ่เป็นตุ๊กตาหมีตัวใหญ่มากใหญ่กว่าเด็กที่ได้รางวัลเสร็จจากโรงเรียนห้วยศาลาก็เดินทางไปหมู่บ้านถ้ำผาน้อย หมู่บ้านนี้จะเป็นหมู่บ้านไทใหญ่จะมีไฟฟ้าถึง 3 ทุ่มและไม่ค่อยมีสัญญาณโทรศัพท์หมู่บ้านนี้จะอยู่บนดอยไม่ต้องถามเรื่องทางขึ้นดอยเลยโยกจนเครื่องในมาอยู่ที่เดียวกัน ถนนรถยนต์ไม่สามารถวิ่งสวนกันได้ใช้เวลาไม่นานก็ถึงถ้ำผาน้อย พูดเลยวิวที่นี่สวยมาก เหมือนอยู่เมืองนอก มันคุ้มค่าที่โยกจนเครื่องในสลับหน้าที่ในหมู่บ้านถ้ำผาน้อยส่วนมากจะเป็นรุ่นคุณปู่คุณย่าที่เลี้ยงหลานตัวเล็กๆเพราะแม่ของเด็กๆจะไปทำงานในเมืองคืนนี้จะนอนที่ถ้ำผ่าน้อยเป็นคืนที่สองของทริป สถานที่นอนจะนอนบ้านชาวบ้าน ชาวบ้านที่นี่ใจดีมากจัดเตรียมที่นอนหมอนมุ้งให้เต็มที่หลังจากสามทุ่มไฟทุกบ้านก็ดับเงียบสงัดได้เวลาเข้านอน รุ่งขึ้นก็เริ่มจัดกิจกรรมคุณปู่คุณย่าก็จูงลูกจูงหลานมาเข้าร่วมเด็กๆที่มาเข้าร่วมกิจกรรมก็จะเป็นเด็กขวบสองขวบหลังจากเสร็จกิจกรรมเด็กๆได้ของขวัญเต็มไม้เต็มมือจากกิจกรรมในครั้งนี้ได้รู้จักกับครูดาวเป็นคนสอนเด็กๆที่ถ้ำผ่าน้อยหลังจากนั้นก็เดินทางลงจากดอยมาที่โรงเรียนบ้านห้วยห้อมเพื่อจัดกิจกรรมแจกของขวัญต่อก่อนแจกของขวัญได้ทานอาหารเที่ยงเป็นข้าวสอยอร่อยมากข้าวสอยต้นตำรับ  เด็กๆที่นี่จะเป็นเด็กโตขึ้นมาหน่อยช่วงอนุบาลถึง ป.6โรงเรียนบ้านห้วยห้อมขาดแขลนคุณครูหลังจากทำกิจกรรมเสร็จก็เดินทางต่อไปแม่ฝางหลวงเป็นหมู่บ้านที่ไกลที่สุดของทริปนี้เป็นหมู่บ้านที่อยู่บนดอยทางขึ้นจะเป็นลักษณะเดียวกับถ้ำผ่าน้อยคือรถยนต์ไม่สามารถวิ่งสวนได้แต่ทางสบายกว่าถ้ำผ่าน้อยวิวข้างทางสวยไม่แพ้ถ้ำผ่าน้อย แม่ฝางหลวงเป็นชนเผ่าล่าหุ่ยังนับถือผีและคงมีพิถีกรรมแบบโบราณ คนที่นี้จะไม่ค่อยมีคนแก่ มีแต่คนหนุ่มสาว วัยกลางคน คนที่นี่จะแต่งงานตอนอายุสิบสี่สิบห้า ถ้าอายุมากกว่านี้ถือว่าแก่และจะหาคู่ได้ยาก บ้านคนที่นี่จะยกสูงเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ๆสวยๆ คืนที่สามนอนที่หมู่บ้านแม่ฝางหลวง ที่นี่เป็นที่ที่หนาวที่สุด หนาวจนนอนไม่หลับ บ้านที่ไปนอนเป็นบ้านของครูที่อยู่ในโครงการฟรีสคูล ที่สอนเด็กๆอยู่พอรุ่งเช้าก็เริ่มกิจกรรมแจกของขวัญ เด็กๆก็ได้ของขวัญเต็มไม้เต็มมือเหมือนเดิมหลังจากนั่นเดินทางต่อไปมอบความสุขให้กับเด็กต่อที่ห้วยทราย เด็กๆที่นี่ตัวขาวๆทั้งนั้น ก็ได้ทำนันทนาการเล็กๆและแจกของขวัญเด็กๆได้ทั้งของขวัญและก็อิ่มท้องจากผู้สนับสนุนใจดีพี่ๆครูบ้านนอกก็พลอยอิ่มท้องไปด้วยหลังจากใช้เวลาไม่นานก็เดินทางลงดอยมาโรงเรียนสุดท้ายของมหกรรมวันเด็ก สัญจรตะลอนดอยคือโรงเรียนไร่ส้มก็เป็นคืนสุดท้ายของมหกรรมวันเด็ก เด็กๆที่นี่ก็น่ารักเหมือนกับทุกที่ที่ไปจัดกิจกรรม เข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการได้ของรางวัลและของขวัญเต็มถุงและยังอิ่มท้องอีกด้วย โรงเรียนไร้ส้มนี้มีครูดาวเป็นคนริเริ่มขึ้นโดยครูดาวอยากให้เด็กเด็กที่ไม่มีสัญชาติได้อ่านออกเขียนได้และกลับไปช่วยพ่อแม่ซึ่งตัวครูดาวเองก็ไม่สัญชาติไทยแต่ครูดาวสามารถเรียนจบปริญญาจากความอดทนต่อสู้ของครูดาวทำให้มีแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต จากทุกโรงเรียนที่ไปมาจะมีคุณครูในโครงการฟรีสคูลประจำทุกโรงเรียนซึ่งโครงการนี้อยู่ภายใต้มูลนิธิกระจกเงา  สำหรับวันเด็กนี้ทำให้รู้จักคำว่าให้ได้มากขึ้นและรอยยิ้มของเด็กคือผลตอบแทนที่ทำให้หายเหนื่อย และวันเด็กปีนี้คงเป็นความทรงจำแรกที่ถูกบันทึกไว้

เล่าเรื่องโดย:  มุก

One Comment

Comments are closed.