ปิยภรณ์ กิมมะเลิง

จากใจ…นักศึกษาฝึกงาน

          myhome_0            
จากความรู้สึกนักศึกษาฝึกงาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  จากอีสานที่มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ มีความรู้สึกข้างในใจที่มีอารมณ์  คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ ในระหว่างการเดินทางก็มีคำถามขึ้นมาใน  หัวตลอดว่า “ เราจะอยู่ได้ไหม จะทำงานได้ไหม ” ชีวิตมันสับสน ไปหมด…เพราะเป็นคนคิดมาก มันเลยเกิดความกลัวหรือระแวงใน  สิ่งที่ตัวเองยังไม่ลงมือทำ พอถึงที่หมายมูลนิธิกระจกเงา จ. เชียงราย19 พฤษภาคม 2559 เห็นมูลนิธิกระจกเงาครั้งแรกมัน รู้สึกตื่นเต้นมากกับการมาฝึกงานครั้งนี้เหมือนเราได้เปลี่ยนแปลง อะไรหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะสภาพความเป็นอยู่ที่มันต่างจากบ้านเรามากๆ มันทำให้เราบอกกับใจตัวเองว่า…“ต้องสู้และอดทน” แต่ในใจมันก็ทำให้ตัวเราเองกังวนอะไรหลายๆอย่าง แต่ดีที่ยังมีเพื่อนคอยช่วยเหลือเรา คอยบอก คอยเตือนเราอยู่ตลอดเวลา และยังคอยเป็นกำลังใจให้เราในเวลาที่เราตื่นเต้น คอยบอกเราตลอดเวลาว่า “…ให้มั่นใจไว้ สู้ๆ…” มันทำให้เรามีกำลังใจในการฝึกงานมากขึ้น

ความรู้สึกในการฝึกงานช่วงอาทิตย์แรกๆ รู้สึกไม่ค่อยอยากฝึกงานเลยเพราะยังไม่ชิน และก็ยังไม่ค่อยสนิทกับพี่ๆ ทุกคน ทำให้ไม่อยากที่จะตื่นเช้าขึ้นมาฝึกงาน รู้สึกอยากกลับมหาวิทยาลัยมาก เพราะรู้สึกว่าที่นี่ทำไมแปลกสำหรับเรามากเลย ไม่มีคนรู้จัก รู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเรายังไม่ชินกับที่ทำงานก็เป็นไปได้ แต่พอทำมาได้สักพักก็รู้สึกว่าพี่เจ้าหน้าที่ทุกคนให้การต้อนรับและดูแลเราอย่างอบอุ่น เป็นกันเองกับนิสิตฝึกงานทุกคน และทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ต่างมหาลัยอีกหลายคน ความรู้สึกตอนแรกๆที่อ้างว้างก็หายไปกับรู้สึกว่าเราได้เจอสิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้น รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงถึงการดำรงชีวิตและการปรับตัวให้เข้ากับสังคมการทำงาน ทำให้เราเป็นคนที่อดทนและรู้สึกว่าต้องทำอะไรด้วยตัวเอง ต้องกล้า ต้องสามารถเข้ากับเพื่อนร่วมงานและพี่เจ้าหน้าที่ทุกคนให้ได้ และระหว่างการทำงานทำให้รู้สึกว่าแต่ละวันจะมีสิ่งใหม่ๆเข้ามาอีกมากมาย พี่เจ้าหน้าที่ก็เริ่มสอนงานและค่อยๆให้เราเริ่มเรียนรู้งานก่อน และต่อมาก็สอนงานให้เรา ถึงแม้ว่าบางครั้งพี่เจ้าหน้าที่อาจจะยุ่งอยู่กับงานแต่ก็ย้งฝากให้พี่ๆในฝ่ายช่วยสอนงานให้เรา นอกจากการทำงานพี่ๆยังสอนให้รู้จักการเป็นคนมีสัมพันไมตรีกับเพื่อนๆพี่ๆด้วย จึงทำให้เรารู้สึกอบอุ่นมากยิ่งขึ้น รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เรายังมีพี่ๆให้คำปรึกษาไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องอื่นๆตาม นอกจากเราจะได้ประสบการณ์จากการทำงานแล้ว สิ่งที่สำคัญคือเราได้เรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับสังคมการทำงาน ซึ่งเปรียบเสมือนเราได้ทำงานจริงๆ ได้เจอปัญหาจริง และรู้วิธีการแก้ไขปัญหานั้นๆได้ ดังนั้นในอนาคตหากเราได้ทำงานจริงๆเราก็ต้องใช้ประสบการณ์ครั้งนี้ไปใช้ในการทำงานได้….

การมาฝึกงานที่มูลนิธิกระจกเงามันคือโอกาสที่ดีมาก มันทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยเจอมาก่อน อาทิเช่น การลงพื้นที่ในการทำงานบนดอย  ทำให้ได้เห็นการทำงานจริงๆ เพราะว่าการทำงานจริงๆ เราต้องทำให้สุดฝีมือ และมีสติอยู่เสมอ เพราะว่าเมื่อเรามีสติก็จะทำให้งานของเราผ่านไปอย่างราบรื่น ทำให้เรารู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและผู้ร่วมงานทุกคน เพราะว่าเผื่อว่าในอนาคต เราต้องไปทำงานแบบนี้ เราจะได้ปรับตัวให้เข้ากับทุกคนที่ทำงานได้ง่าย ทำให้รู้ว่าการทำงานเราต้องทำงานเป็นทีม เพราะเราไม่สามารถที่จะทำงานคนเดียวได้ แต่ทุกคนต้องสามัคคี ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แล้วงานก็จะผ่านไปได้ด้วยดี

ขอบคุณพี่ๆ เจ้าหน้าที่ที่ช่วยดูแล สอนสั่งทั้งเรื่องงานและข้อคิดในการใช้ชีวิต ขอบคุณโอกาสที่ทำให้ได้เข้าฝึกงานที่นี่ ทักษะการทำงานประสบการณ์ชีวิต และมิตรภาพ สิ่งเหล่านี้อาจหาได้จากหลายที่ แต่ที่นี่ให้อะไรมากกว่า กระจกเงาสอนให้เปลี่ยนแปลงตนเองเป็นคนกล้าคิด กล้าพูด กล้าถาม ซึ่งจะมีประโยชน์กับตนเองในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดี และแปลกใหม่ให้แก่คนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ โครงการครูบ้านนอกช่วยให้เห็นภาพความฝันที่เคยวาดไว้ให้ชัดเจนขึ้น และรักในการเป็นครูตลอดจนการสอนเด็กๆ มากขึ้น โดยมั่นใจว่าจะเติบโตออกไปเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาเด็กน้อยเหล่านั้น และไม่ลืมที่จะนำเรื่องราวประทับใจและประสบการณ์ที่ได้จากที่นี่ไปบอกเล่าเพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป

 

นางสาวปิยภรณ์ กิมมะเลิง (กีต้าร์)

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาศิลปะการแสดง เอกนาฏยศิลป์พื้นเมือง