เรวดี แซ่หลี

มูลนิธิกระจกเงา

myhome_11มูลนิธิกระจกเงาคือมูลนิธิที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างแท้จริง สิ่งแรกที่คิดเกี่ยวกับมูลนิธิกระจกเงาคือได้ขึ้นดอยไปบริจาคของให้กับเด็กที่ด้อยโอกาส ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตามหาคนหายสำหรับนักศึกษา(บ้า) ฝึกงานอย่างดิฉัน ความรู้สึกแรกที่ได้ตัดสินใจมาที่นี่คือต้องได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ฝึกการพูดภาษาอังกฤษ ได้ศึกษามาว่าภายในมูลนิธิกระจกเงานั้นมีหลากหลายโครงการ และก็รู้ว่าได้ลงโครงการท่องเที่ยวชนเผ่า ECOTOUR แน่นอนซึ่งก็ดีสำหรับตัวดิฉันเองที่จะได้ฝึกพูดมากขึ้น แต่ใจจริงแล้วอยากลงโครงการภัยพิบัติเพราะว่าเห็นมีรุ่นที่ที่มหาวิทยาลัยได้ลงภาพกิจกรรมและได้ถามถึงประสบการณ์ว่าเป็นอย่างไรเกี่ยวกับโครงการนั้นๆ เลยทำให้ยิ่งเพิ่มความสนใจให้มามากยิ่งขึ้น แต่พอได้ลง

โครงการท่องเที่ยวเชิงชนเผ่า ECOTOUR แล้วความคิดก็เปลี่ยนไปในทันที ครั้งแรกที่รู้ว่าต้องลงโครงการท่องเที่ยวจริงๆ ก็เครียดมาก เพราะกลัวหลายๆ อย่าง กลัวว่าฝรั่งจะไม่ชอบเรา กลัวการสื่อสารไม่เข้าใจ ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง กลัวทุกสิ่ง แต่พอได้ลงงานจริงๆ ก็ใจชื้นมากขึ้น เพราะพี่ๆที่นี่ใจดีน่ารักกันทุกคน เข้าใจเรา วันแรกที่เริ่มงานช่วงเช้าพี่บิ๋มก็ได้ปฐมนิเทศชี้แจงรายละเอียดงานและกฏระเบียบ ช่วงบ่ายพี่บิ๋มก็ให้ลงโครงการเลย พวกเราก็เลยไปหาพี่การ์ตูนและแบ่งแยกว่าใครจะอยู่ Indoor หรือ Outdoor  ดิฉันเลยตัดสินใจลง Outdoor ก่อนในเดือนแรก งานที่ได้รับมอบหมายนั้นก็ทำงานกลางแจ้ง งานแรกที่ได้ทำคือขุดลอกคูน้ำ แรกๆก็มีกำลังในการทำงานเพราะตื่นเต้นกับงาน แต่หลังๆรู้สึกว่าทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้แต่ก็รักงาน Outdoor เพราะพี่อ้อน่ารักมากๆ ค่ะ จนสัปดาห์สุดท้ายมีโอกาสได้ไปโฮมสเตย์ตอนแรกคิดว่าจะได้ไปโฮมสเตย์กับ outdoor แต่สรุปได้ว่าต้องไปกับ Indoor เพราะพี่การ์ตูนบอกให้เด็กที่อยู่ Indoor ต้องอยู่ช่วยพี่การ์ตูนคีย์ข้อมูลที่สำนักงาน จึงทำให้มายและเตยต้องแยกกันไปคนละกรุ๊ปจึงทำให้ดิฉันต้องไปโฮสเตย์กับพี่เล็กซึ่งมายกับพี่เล็กก็ไม่ได้คุยกันและก็กลัวมากและเครียดมากไปกับกรุ๊ปของนักศึกษาแพทย์จาก Boston ที่โรงเรียนผาขวางวิทยา เป็นโรงเรียนที่ทางไปลำบากมากต้องขึ้นดอยทางไปสุดแสนจะลำบากขึ้นชื่อว่าโรงเรียนผาขวางก็ต้องมีผามาขวางแน่นอนและดิฉันได้พักที่หมู่บ้านพนาสวรรค์ เป็นหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธ์ลาหู่ บ้านที่พักเป็นโฮมสเตย์บ้านน้องน้ำฝน พ่อแม่ใจดีมากๆปลุกมาทานอาหารเช้าทุกวัน ถามไถ่ตลอด เอาผ้าห่มผ้าขนหนูมาให้กับข้าวอาหารก็รสชาติต่างจากบ้านเราแน่นอนแปลกและอร่อยดีค่ะ ความประทับใจที่ได้ไปโรงเรียนผาขวางคือวันแรกกดดันอย่างหนักตอนนั่งรถไปไม่พูดกับใครทั้งสิ้นปิดปากเงียบตลอดทางเพราะกลัวเป็นการได้ช่วยสอนครั้งแรกไม่มีประสบการณ์เพราะส่วนใหญ่ก็ทำงานกับกรุ๊ป Outdoor ไม่รู้วิธีการสอนทั้งสิ้นแต่โชคดีที่ยังมีพี่เล็กช่วยสอนงานช่วยแปลให้และการสอนในครั้งนี้ทำให้เจอเพื่อนฝรั่งคนหนึ่งชื่อ Katy ตอนแรกเกือบจะทะเลาะกับเคธี่เพราะวันแรกที่ประชุมงานกันเคธี่มีอาการ Jet lag และถามงานจากดิฉันและก็ตอบคำถามเธอไม่ได้เธอเลยมีอาการหงุดหงิดและดิฉันก็รู้สึกไม่ดีเลยไม่กล้าคุยกับใคร

ท้ายที่สุดเคธี่ก็ได้มาชวนคุยและถามว่ามาจากที่ไหนคุยเรื่องทั่วๆไป และเราก็ได้เป็นเพื่อนกัน เคธี่เป็นเพื่อนชาวต่างชาติคนแรกที่ดิฉันรักมาก พอถึงเวลาที่กรุ๊ปนักศึกษาแพทย์ต้องกลับก็ไปส่งที่ขนส่งเป็นเป็นความรู้สึกที่เศร้ามาก อยากจะร้องไห้ และอีกเรื่องที่เศร้าก็คือพี่เล็กจะลาออกจากมูลนิธิกระจกเงาเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาและงานกรุ๊ปในครั้งนั้นเป็นงานสุดท้ายของแก ไม่รู้จะดีใจที่เป็นงานสุดท้ายของแกหรือเสียใจที่แกลาออกดีค่ะ เดือนแรกจบไปได้ด้วยดีมากและเข้าสู่เดือนที่สองเป็นเดือนที่คิดมากอีกเช่นกันแต่ด้วยความที่เราเคยมีประสบการณ์ไปสอนบนดอยแล้วจึงทำให้ไม่ค่อยเกร็งเท่าไหร่นัก เริ่มสอนวันแรกที่โรงเรียนทุ่งหลวงเด็กๆน่ารักมากตรงข้ามกับน่ารักก็มีโรงเรียนที่ดื้ออีกเช่นกันก็คือโรงเรียนน้ำลัด เด็กดื้อสุดๆไปเลยค่ะ แต่โรงเรียนที่ประทับใจที่สุดก็คือโรงเรียนป่ายางมนถึงเด็กจะดื้อแต่ก็ยังฟังที่เราพูดอยู่บ้าง ตอนแรกที่สอนดิฉันจะเป็นคุณครูที่ดุมาก และจนมาวันนึงวันที่ได้พูดคุยช่วงเย็นกับพี่สันต์ พี่สันต์ได้เล่าเรื่องราวประทับใจให้ฟังเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ดิฉันคิดว่าเราควรที่จะเปลี่ยนรูปแบบการสอน และวันต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นคุณครูใจดีไม่น่าเชื่อว่าการที่เราพูดคุยและเข้าใจเด็กเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สนิทกับเด็ก ๆมากขึ้นและเป็นเข้าใจปัญหาของเด็กมากขึ้น ูปัญหาของเด็กก็คือเขายังไม่เข้าใจและแม่นในเรื่องของพื้นฐานทางภาษาอังกฤษเลยทำให้ยากมากขึ้นสำหรับการจะสอนเรื่องอื่นๆอีกเรื่องก็คือการไม่กล้าแสดงออก เขินอาย ประสบการณ์ของงาน Indoor ก็ไม่ค่อยมีอะไรมากเพราะแผนงานก็จะไปสอนที่โรงเรียนเดิมๆ ทุกอาทิตย์เป็นงานที่ช่วยแปลการสอนจากชาวต่างชาติอีกที เพื่อนคืออีกหนึ่งความภาคภูมิใจในการมาฝึกงานที่นี่ค่ะก่อนที่จะมาก็ได้ทราบมาบ้างว่ามีจากหลากหลายมหาวิทยาลัยที่จะมาอยู่รวมกันเช่นมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และอีกมากมาย เขาต้องเก่งมากแน่ๆ กลัวไปหมด กลัวทำงานออกมาได้แล้วไม่ดี กลัวเพื่อนจะล้อ กลัวเพื่อนจะด่าเรา สุดท้ายพอได้รู้จักกันโอโห้! มันช่างแตกต่างจากที่คิดไว้มาก เพื่อนน่ารักกันทุกๆคน เป็นกันเองสนิทกันเร็วมาก เป็นเพราะพวกเรามาด้วยใจเดียวกันและเมื่อถึงวันที่ต้องเลี้ยงส่งน้องมิ้นท์ เป็นวันที่เศร้ามาก หาคำพูดมาอธิบายคงไม่ได้เป้าหมายที่คาดหวังไว้จากการฝึกงานครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากไม่ว่าจะการพูดคุยกับชาวต่างชาติ การมาหาประสบการณ์ใหม่ถือว่าดีเยี่ยม ได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่ดีๆ พอถึงวันที่ต้องจากลาไม่อยากกลับค่ะ เรื่องที่แย่มากที่สุดก็คือการจากลา การจะกลับมารวมตัวกันใหม่นั้นยากแน่นอนเพราะเรามาจากต่างถิ่นกันหมด ขอบคุณกระจกเงาที่ช่วยสร้างอีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์ที่ดีงาม ถึงแม้ดิฉันจะไม่ได้เป็นเมล็ดพันธุ์ที่แกร่งนักแต่ก็จะนำสิ่งที่ดีๆไปช่วยเหลือสังคมต่อไป ขอบคุณพี่ๆในมูลนิธิกระจกเงาทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ช่วยสอนประสบการณ์ที่ดีๆ และดูแลน้องๆทุกคน ขอบคุณเพื่อนที่เราได้รู้จักกัน ขอบคุณชาวต่างชาติที่ทำให้ฉันลบคำสบประมาทของตัวเองสำเร็จ ขอบคุณมูลนิธิกระจกเงาค่ะ “สร้างคน สร้างนวัตกรรม สร้างการเปลี่ยนแปลง”

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *