อภิญญา ชูแสง

เมื่อเด็กใต้จากริมทะเลได้มาฝึกงานที่ภาคเหนือบนยอดดอย

เฟิร์น ก่อนที่จะได้มาเป็นนักศึกษาฝึกงานที่กระจกเงานั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ตัวเราเองเป็นอาสาสมัครจากมูลนิธิศุภนิมิตทำงานเป็นเวลาทั้งหมด7ปี และพอที่จะได้ยินถึงชื่อเสียงของกระจกเงามาพอสมควร จึงเริ่มมีความคิดว่าทำอย่างไรจึงจะได้มาสัมผัสการทำงานภายในมูลนิธิกระจกเงา จึงเริ่มด้วยการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของกระจกเงาว่ามีส่วนช่วยเหลืองานในสังคมด้านใดบ้าง และศึกษาว่ามีกิจกรรมใดบ้างที่กระจกเงาจะมีส่วนในการพัฒนาสังคม อีกทั้งยังได้เข้าไปดูในเว็บเพจของมูลนิธิกระจกเงาซึ่งได้ไปเห็น มูลนิธิกระจกเงา @บ้านนอก ซึ่งที่ตั้งของกระจกเงาจะอยู่ที่ อำเภอแม่ยาว จังหวัดเชียงราย ภายในเว็บเพจมีภาพการทำงาน และกิจกรรมต่างๆเป็นจำนวนมาก ในวินาทีนั้นได้บังเอิญไปเจอรูปภาพกิจกรรมการทำงานของนักศึกษาฝึกงานและที่โชคดีไปกว่านั้นก็คือในภาพมีรุ่นพี่ที่รู้จักซึ่งมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันเป็นส่วนหนึ่งของในโครงการของนักศึกษาและ เมื่อได้ยินชื่อโครงการก็เริ่มเกิดความสนใจเพิ่มมากขึ้นเพราะเป็นชื่อที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนโดยมีชื่อโครงการว่า “นักศึกษาบ้าฝึกงาน” จากนั้นก็ไม่รอช้าได้จึงรีบไปปรึกษารุ่นพี่ถึงข้อมูลการสมัครเป็นนักศึกษาฝึกงาน ว่าเราควรทำอย่างไรบ้าง มีขั้นตอนอย่างไร และไม่ลืมที่จะถามถึงประสบการณ์ในการฝึกงาน ว่าต้องทำงานในส่วนใดบ้าง ที่พัก อาหารการกิน การใช้ชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างไรและมีเพื่อนๆจากมหาวิทยาลัยใดบ้างที่ฝึกงานร่วมกับพวกเรา เมื่อได้ข้อมูลมาบ้างแล้ว จึงคิดว่าจะใช้ประสบการณ์ในการฝึกงานครั้งนี้เพื่อศึกษาและเรียนรู้ถึงการทำงานต่างๆภายในมูลนิธิกระจกเงา

ความรู้สึกแรกที่ยื่นเรื่องขอเข้ารับการฝึกงานในมูลนิธิกระจกเงานั้นคือคิดว่า คงจะได้ไปทำงานเอกสารภายในสำนักงาน และได้เดินเที่ยวชมธรรมชาติรอบๆ ได้พักบ้านดินซึ่งเป็นบ้านที่เราเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนและ จินตนาการภาพว่าคงเป็นบ้านที่สวยงามมากและได้พักอยู่อย่างสบาย อีกทั้งยังได้กินอาหารพื้นเมืองของภาคเหนือ แต่ แต่ แต่…. เมื่อวันแรกที่ได้มาถึงจังหวัดเชียงราย ในระหว่างทางที่กำลังจะไปมูลนิธิกระจกเงา สิ่งที่เห็นคือระหว่างทางจะเป็นทุ่งนาสีเขียว และมีภูเขาเป็นจำนวนมาก เมื่อรถแล่นเข้าไปเรื่อยๆก็มีชุมชนและมีตลาดเล็กๆอยู่ข้างทาง ในระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินกับการชมบรรยากาศข้างทาง รถก็แล่นเข้าไปจนถึงสุดทาง ก็จะมีป้ายมูลนิธิกระจกเงาเล็กๆเป็นป้ายไม้อยู่หน้าทางเข้า และเมื่อเข้าไปถึงด้านในพื้นที่ของมูลนิธิกระจกเงาก็เข้าไปยังสำนักงานด้านหน้าเพื่อติดต่อว่าเราคือนักศึกษาที่เพิ่งเดินทางมาถึง โดยเราได้เจอกับแม่ครัวซึ่งเขาแนะนำว่าให้เดินไปยังบ้านกะท่อมด้านในซึ่งนั้นแหละคือบ้านพักของเรา วินาทีแรกที่เห็นบ้านกะท่อมบอกได้เลยว่าผิดคาดมาก ยิ่งเดินไปสำรวจรอบๆบ้านคือเริ่มคิดหนักว่าทำไมเราถึงไม่ได้พักบ้านดินแบบที่เราจินตนาการไว้ แต่ก็ไม่เป็นไรได้พักบ้านกะท่อมก็คิดว่าดีแล้ว เพราะบรรยากาศรอบๆบ้านดีมาก มีธรรมชาติที่สวยงาม และจากนั้นเราก็เริ่มทยอยเก็บของแล้วพักผ่อนเพื่อที่จะเตรียมตัวเข้ารายงานนักศึกษาฝึกงานใหม่ในวันพรุ่งนี้ ในเช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมาพร้อมด้วยกับอากาศที่เย็นสบายมาก ก็เดินไปทานอาหารเช้าที่โรงครัวจากนั้นก็ได้เจอกับพี่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลนักศึกษาฝึกงาน โดยในช่วงเช้าเขาได้เรียกนักศึกษาฝึกงานเข้าฟังปฐมนิเทศ และพูดถึงกฎระเบียบต่างๆในการใช้ชีวิตในมูลนิธิกระจกเงาและพูดถึงการทำงานและกิจกรรมต่างที่เราจะต้องทำภายในระยะเวลาการฝึกงานสองเดือน จากนั้นในช่วงบ่ายก็ได้ให้นักศึกษาฝึกงานแต่ละคนทำความรู้จักกับพี่เจ้าหน้าที่ของโครงการที่เราจะต้องทำงานร่วมด้วย ซึ่งโครงการที่เราจะต้องทำงานนั่นก็คือ โครงการการท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัครและภายในโครงการจะมีการทำงานแบ่งออกเป็นสองกลุ่มนั่นก็คือ indoor และ outdoor ซึ่งนักศึกษาฝึกงานทุกคนในโครงการนี้จะต้องสลับทำงานทั้งสองกลุ่ม และหน้าที่ในการทำงานคือ เราจะเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ในส่วนของการดูแลฝรั่งที่เป็นอาสาสมัคร การทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแปลภาษาให้กับอาสาสมัครชาวต่างชาติ อีกทั้งยังให้คำแนะนำต่างๆให้กับอาสาสมัครอีกด้วย ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมางานที่ได้ทำก็จะมีทั้ง เป็นล่ามแปลภาษาให้กับอาสาสมัครชาวต่างชาติที่สอนหนังสือให้เด็กในแต่ละโรงเรียนและจะมีอาสาสมัครบางส่วนที่ไปสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กที่ป่วยในโรงพยาบาล ในงานอีกส่วนหนึ่งจะเป็นงานที่อาสาสมัครต้องออกนอกพื้นที่ไปทำงานช่วยเหลือชาวบ้านซึ่งจะเป็นงานที่ค่อนข้างหนักมาก เพราะเราจะต้องไปทำนา ขุดคันนา ขุดร่องดินเพื่อวางท่อต่อน้ำ ขนท่อเพื่อใช้ในการปลูกต้นมะนาว และทาสีหอประชุมให้กับชาวบ้าน จากการทำงานเหล่านี้เราจะได้พูดคุยกับอาสาสมัครชาวต่างชาติอยู่ตลอดเวลาจึงถือว่าได้มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมาก และยังได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันอีกด้วย การฝึกงานในครั้งนี้ไม่เพียงแค่จะมาหาประสบการณ์ใหม่ๆ สิ่งหนึ่งที่เราได้จากที่นี่คือมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่มาฝึกงานด้วยกัน มีเพื่อนๆจากมหาวิทยาลัยอื่นๆที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ร่วมกันกับเรา ซึ่งแต่ละคนก็มาจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งภาคเหนือ ใต้ อีสาน กลาง การอยู่ร่วมกันเพียงแค่ในเวลาไม่นานพวกเราเกิดความผูกพันกันมาก ทุกคนสนิทกันราวกับรู้จักกันมานาน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทุกเรื่อง ทำให้เราคิดว่าการมาฝึกงานในครั้งนี้มันเกินเป้าหมายที่คิดไว้จริงๆ มันได้ประสบการณ์ ได้เพื่อน ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อน สุดท้ายอยากจะขอบคุณมูลนิธิกระจกเงา ขอขอบคุณพี่ๆเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ให้ความช่วยเหลือ คำแนะนำ และให้คำสอนอะไรหลายๆอย่างเป็นจำนวนมาก อีกทั้งขอบคุณเพื่อนๆร่วมอุดมการณ์ทุกคน ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ขอบคุณสำหรับมิตรภาพและสิ่งดีๆที่มีให้เพื่อนคนนี้เสมอมา

“คุณค่าของผลงานไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เกียรติยศและชื่อเสียงต่างๆ”

“แต่ขึ้นอยู่กับ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะของผู้คนที่เราตั้งใจจะมอบให้”

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *