นายดรัณเทพหัสดินทร์ ขวัญแก้ว

 

บอยล์

 

มูลนิธิกระจกเงาให้อะไรคุณบ้าง?

          มูลนิธิกระจกเงาไม่ได้ให้เงินเดือนนักศึกษาฝึกงานเหมือนกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานจริง  มูลนิธิกระจกเงาไม่ได้ให้ทฤษฎีความรู้เพื่อนำไปปฏิบัติได้และมูลนิธิกระจกเงาไม่ได้ให้ความหรูหราและความสะดวกสบายเหมือนองค์กรเอกชนอื่นๆ แต่คุณรู้ไหมว่าสิ่งหนึ่งที่มูลนิธิกระจกเงาให้และมีคุณค่ามากกว่าในสามข้อนี้ ก็คือ ประสบการณ์ที่สอนให้เราทำงานเป็น ลองมาพิจารณาดู

ประสบการณ์สอนให้เราทำงานเป็น เป็นอย่างไร คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่าระหว่างทฤษฎีกับปฏิบัติ อะไรคือสิ่งที่สำคัญในการทำงานของคุณได้มากกว่ากัน ในทัศนะของกระผมมองว่าทั้งสองก็สำคัญพอๆกัน เพราะทฤษฎีสอนให้คุณรู้งานแต่ปฏิบัติสอนให้คุณเป็นงาน แต่หากถามว่าอะไรตอบโจทย์การทำงานของคุณได้มากกว่ากันในทัศนะของกระผมคงหนีไม่พ้นการปฏิบัติเพราะทฤษฎีบางอย่างอาจจะใช้ไม่ได้ผลในทุกกรณีโดยเฉพาะคนที่เรียนจบมาอีกสายหนึ่งแต่ได้ทำงานอีกสายหนึ่งในสถานการณ์เช่นนี้คงมีประสบการณ์อย่างเดียวที่สอนให้คุณทำงานเป็น ทฤษฎีคงใช้ไม่ได้  การมาฝึกงานที่ไม่ตรงสายที่เรียนมาก็เช่นเดียวกัน คุณมิอาจจะใช้ทฤษฎีที่คุณเรียนมาได้หมดหรือไม่ได้ใช้เลยซะด้วยซ้ำ มีแต่ประสบการณ์ในการลงมือทำงานเท่านั้นที่สอนให้คุณเป็นในงานที่ทำถึงแม้คุณไม่เคยมีความรู้หรือประสบการณ์เกี่ยวกับงานนั้นมาก่อนเลยก็ตาม ดังในครั้นหนึ่งกระผมได้ลงพื้นที่ร่วมกับพี่เจ้าหน้าที่และกลุ่มเพื่อนร่วมงานร่วมแล้ว 6 คน เพื่อไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคนไร้สัญชาติที่อำเภอแม่จัน ซึ่งการเดินทางก็ใช้รถจักรยานยนต์ 3 คันขับตามหลังกันไป  ซึ่งมีระยะทางประมาณ 62 ก.ม. หนทางที่ขับไปก็เป็นไหล่เขาที่มองลงไปเป็นเหวลึก และมองขึ้นไปก็เป็นทางชันที่แม้กระผมจะบิดไมล์รถจนหมดแล้วแต่กำลังรถกลับเดินได้แค่เพียง 20 ก.ม./ช.ม.เท่านั้น ในความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกำลังเดินบนสะพานที่มีความกว้างเท่ากับความยาวของเท้าที่พาดผ่านระหว่างหุบเขาทั้งสองลูกอย่างหวาดเสียว ซึ่งข้างล่างเป็นเหวลึกสุดจะมองเห็น  คงมีแต่สติและความไม่ประมาทเท่านั้นที่จะพาไปถึงฝั่งได้    แต่ยังดีที่ถนนเป็นคอนกรีตกันหมดแล้ว  ด้วยความลำบากในการเดินทางที่เป็นไหล่เขาสูงชันแบบนี้ สวัสดิการทางรัฐอาจจะเข้าไปไม่ถึง คำว่า “ สิทธิ ” จึงมีความจำเป็นสำหรับชาวบ้าน หากชาวบ้านไม่มีสัญชาติ สิทธิต่างๆที่ควรจะได้รับก็ไม่มี การช่วยเหลือและได้รับการคุ้มครองจากรัฐด้วยการชอบธรรมทางกฎหมายก็ไม่มี สวัสดิการต่างๆที่รัฐจัดเป็นนโยบายขึ้นมา เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ ชาวบ้านก็จะไม่ได้รับเพียงเพราะไม่มีสัญชาติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะได้รับสัญชาติต้องเป็นไปตามที่เงื่อนไขของกฎหมายได้กล่าวไว้  จึงทำให้ชาวบ้านบางคนต้องลำบากในการพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคนไทยที่ตกหล่นต่างๆนาๆ ทั้งการรวบรวมหลักฐาน เอกสารที่ยืนยันตัวตน และพยานต่างๆที่รู้เห็นการเกิด เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กฎหมายว่าด้วยการได้รับสัญชาติไทยได้กำหนดไว้ หากชาวบ้านไม่มีสัญชาติไทยก็เท่ากับว่าเป็นบุคคลหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายถึงแม้ชาวบ้านจะเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมานานแล้วก็ตามหากถูกจับได้ก็จะถูกดำเนินคดีว่าด้วยกฎหมายการหลบหนีเข้าเมือง การได้รับสัญชาติไทยจึงมีความจำเป็นของการเป็นอยู่รวมถึงการศึกษาและการประกอบอาชีพ ชาวบ้านจึงต้องดิ้นรนต่างๆนานาเพื่อให้ตัวเองมีสัญชาติไทย มูลนิธิกระจกเงาจึงเป็นองค์สำคัญในการขับเคลื่อนคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ให้มีสัญชาติไทยเพื่อได้รับสิทธิที่ควรจะได้ หากย้อนกลับมาถามตัวเองว่า คุณเคยมีความรู้เกี่ยวกับคนไร้สัญชาติมาก่อนหรือเปล่า? กระผมก็ตอบอย่างไม่อายเลยว่า ไม่เคยรู้มาก่อนเลย อย่าว่าแต่มีความรู้เลยแม้แต่คำว่าไร้สัญชาติเป็นอย่างไรกระผมเองก็ยังไม่รู้ เพราะทฤษฎีทางปรัชญาและศาสนาไม่ได้สอนว่า คนไร้สัญชาติคือใคร ไม่ได้สอนว่าคนไร้สัญชาติต้องถูกตั้งข้อหาอะไร  ไม่ได้สอนว่าคนไร้สัญชาติมีสิทธิหรือสวัสดิการอะไรบ้าง ไม่ได้สอนว่าการให้มีสัญชาติต้องมีหลักฐานหรือพยานอะไร สิ่งเหล่านี้ศาสตร์ปรัชญาและศาสนาไม่ได้สอนกระผมให้มีความรู้ แต่ที่กระผมรู้และสามารถเล่าได้ก็เป็นเพราะประสบการณ์ที่กระผมได้มาฝึกงานที่นี่ต่างหาก หากกระผมมัวแต่นอนดูทีวีที่บ้าน นั่งฟังเพลงในห้อง กระผมเองก็คงจะไม่มีวันรู้เลยว่าคำว่า “ ไร้สัญชาติ ” เป็นอย่างไร มีปัญหาอะไร แล้วทำไมต้องมีสัญชาติ แล้วถ้าไม่มีสัญชาติจะเป็นอย่างไร ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้สอนแค่ให้กระผมรับรู้ถึงปัญหาการไม่มีสัญชาติของชาวบ้านแต่สอนให้กระผมรู้จักการใช้ชีวิตตามวิถีชาวบ้านบนดอยที่ยังมีการยึดตามวิถีบรรพบุรุษที่สืบกันมาอย่างงดงาม ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ประจำชนเผ่าที่มีมา  หากนั่งเรียนแต่ในห้องเรียนกระผมคงจินตนาการภาพวิถีชีวิตตามความเป็นจริงไม่ออก แต่ถ้าเราได้มีประสบการณ์ร่วมกับชาวบ้านไม่ใช่แค่ได้เรียนรู้วิถีชีวิตตามความเป็นจริงของชาวบ้านแต่เรายังได้เป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของชาวบ้านที่จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำ   ตลอดสองเดือนครึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่มูลนิธิกระจกให้แก่กระผมไม่ได้เป็นเพียงฝึกประสบการณ์ให้ผมมีความรู้เกี่ยวกับคนไร้สัญชาติและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชาวบ้าน แต่กลับสอนให้ผมให้เรียนรู้เกี่ยวกับ วิถีชีวิต ภาษาและวัฒนธรรมของชาวบ้านบนพื้นที่ราบสูง กระผมจึงกล้าบอกได้เลยว่าศาสตร์ที่เรียนมาสอนให้กระผมเข้าใจชีวิต แต่ประสบการณ์ในครั้งนี้สอนให้กระผมเข้าใจและเรียนรู้กระบวนการทำงานเพื่อสิทธิคนไร้สัญชาติ ประสบการณ์จึงสอนให้เราทำงานเป็น

สิ่งที่ได้จากมูลนิธิกระจก ไม่ใช่การเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ทฤษฎีความรู้ต่างๆ แต่สอนให้เรารู้คำว่า “ไร้สัญชาติ” เป็นอย่างไรและมีกระบวนการช่วยเหลืออย่างไรเพื่อให้บุคคลไร้สัญชาติได้มีสัญชาติที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อสิทธิและสวัสดิการในการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวบ้านบนพื้นที่ราบสูง และสอนให้รู้จักการใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบสูงอย่างกลมกลืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ในตำราเรียนในศาสตร์ที่กระผมเรียนมา แต่มันอยู่ในมูลนิธิกระจกเงาที่กระผมได้มาฝึกประสบการณ์ต่างหาก

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *