นักศึกษาฝึกงาน กับ งานมหาโหด

 

[บันทึกความทรงจำ] นักศึกษาฝึกงาน กับ งานมหาโหด

ฉันมีโอกาสได้มาฝึกงานที่มูลนิธิกระจกเงา ศูนย์เชียงราย สถานที่ฝึกงานของฉันตั้งอยู่กลางหุบเขา มีภูเขาหลายลูกโอบล้อมไว้ ถือว่าเป็นบรรยากาศดีทีเดียวค่ะ ฉันกับเพื่อนเดินทางไปฝึกงานกันเจ็ดคน ผู้หญิงหกผู้ชายหนึ่ง จะเอาผู้ชายไปให้ปกป้องพวกเราที่เป็นผู้หญิงเสียหน่อย ไปๆมาๆ
กลายเป็นเหล่าผู้หญิงที่ต้องคอยปกป้องนายไม้ผู้ชายคนเดียวในกลุ่มค่ะ นายไม้เป็นผู้ชายแท้ร้อยเปอร์เซ็นนะคะ เพียงแต่นายไม้ชอบไปไหนมาไหนกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงของฉัน คนอื่นเลยหาว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายแท้บ้าง

นายไม้มิสนใจเพราะมันมีเป้าหมายที่ยิ่งใหม่ คือการได้ลอกการบ้านจากพวกผู้หญิง ดูมันทำ นายไม้ฉลาดเอาตัวรอดในมหาวิทยาลัยจริงๆ สุดท้ายพวกเราในกลุ่มก็เลยเรียกนายไม้ว่า คุณแม่(ในเมื่อมันไม่อยากเป็นสาว พวกเราเลยพยายามจะยัดเยียดให้นายไม้กลายเป็นเพื่อนสาวซะเลย แต่ไม่ยักได้ผล )

ช่วงที่ไปฝึกงานเป็นช่วงปิดเทอม เทอมที่สองของเด็กชั้นปีสาม จะขึ้นปีสี่ เราทุกคนนัดเจอกันที่หัวลำโพง เพราะต่างคนต่างกลับบ้าน แต่ได้ซื้อตั๋วรถไฟจากกรุงเทพไปเชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว

ถึงเวลานัดทุกคนมาพร้อมนั่งรอขึ้นรถไฟที่หัวลำโพง  แล้วเราทุกคนก็ได้นั่งรถไฟความเร็วช้า บริหารจัดการโดย การรถไฟแห่งประเทศไทย พุ่งทะยานออกจากหัวลำโพง เดินเครื่องเต็มกำลังสูบ ขับเคลื่อนด้วยพลังไนโตรเจนเหลว(คนเขียนไปบ้าแล้ว มันใช่เหรอ? รถไฟนะเว้ย ไม่ใช่ ยานอวกาศ)
มุ่งสู่เป้าหมายที่สถานีเชียงใหม่ จากปักษ์ใต้ เราจะไปเหนือสุดกันค่ะ เพื่อนๆคนทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจ เล่นกันไม่หลับไม่นอน เพราะเป็นครั้งแรกของเพื่อนๆที่ได้เดินทางไปเชียงใหม่  ฉันมองดูแล้วอดยิ้มเสียมิได้  ทุกคนเหมือนเด็กน้อยที่กำลังได้เที่ยว  แต่ใครเลยจะรู้ว่างานข้างหน้ารออยู่สาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก

ส่วนฉันเหรอเฉยๆค่ะ  เพราะฉันเคยมาเชียงใหม่แล้ว มางานรับปริญญาของพี่สาว ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนนั้นจำได้ว่าฉันอยู่มัธยมปีที่๖   และฉันก็ตื่นเต้นเหมือนเพื่อนๆทุกคนนี่ล่ะ ไม่หลับไม่นอน คอยแต่จะโผล่หน้าออกนอกหน้าต่าง ชื่นชมธรรมชาติ วิวทิวทัศน์ที่อยู่สองข้างทาง รถไฟแล่นผ่านภูเขาแต่ละลูกสวยงามมาก แต่บางครั้งฉันก็คิดว่ามันน่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่ ณ.ตอนนี้ฉันขอนอนก่อนล่ะกัน ง่วงมาก นอนแบบไม่สนใจใครทั้งนั้น

พวกเราเดินทางกันสองคืนสามวัน และแล้วพวกเราก็มาถึง สถานีรถไฟเชียงใหม่กันอย่างปลอดภัย และเหนื่อยหมดแรงกันไปทั่วหน้า  พวกเรานั่งรถแดงจากสถานีรถไฟมุ่งหน้าไป บขส.  และก็ต่อด้วยรถบัส จากเชียงใหม่มุ่งหน้าไปเชียงราย ใช้เวลาประมาณสามหรือสี่ชั่วโมงนี่ล่ะ จำไม่ค่อยได้ซักเท่าไหร่

เมื่อถึง บขส. เชียงราย พวกเราก็ต้องต่อรถตุ๊กตุ๊ก จาก บขส. ไปที่มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งอยู่ไกลมาก พวกเราทุกคนเลยต้องจ่ายค่ารถตุ๊กตุ๊กในราคาห้าร้อยบาทหรือหกร้อยบาทนี่ล่ะค่ะ  แต่ก็หารกันเจ็ดคนก็ถือว่าไม่แพงนะ เมื่อเทียบกับระยะทางที่คุณลุงพาพวกเรามาส่ง  คุณลุงใจดีมากช่วยพวกเราขนของขึ้นและลงจากรถอย่างน่ารักเลยล่ะ เพราะงานนี้ทุกคนเอาของมาเยอะมาก ตกคนละสองกระเป๋าเลยค่ะ

และของจุกจิกอีกก็มีมากโข ฉันเห็นสัมภาระของเหล่าเพื่อนๆแล้ว ต้องแอบลอบระบายลมหายใจทิ้ง เฮ้อ.. จะขนอะไรกันมาหนักน่า  และคุณลุงรถตุ๊กตุ๊กยังฝากเบอร์โทรแกทิ้งไว้ให้พวกเรา แกบอกว่า ถ้าอยากไปเที่ยวที่ไหนโทรตามแกได้เดี๋ยวแกมารับ  ก็คงต้องพึ่งแกล่ะถ้าอยากไปทั่วที่ไหน เพราะตอนนี้พวกเราทุกคนกำลังอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร  แล้วเราก็ขอบคุณลุงยกใหญ่ก่อนจะบอกลากัน

การมาถึงในวันแรกก็ได้รับการต้อนรับจากเพื่อนศึกษาที่มาก่อนหน้าพวกเรา จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ทักทายทำความรู้จักกันไป ที่รู้คือทุกคนมาจากหลากหลายสถาบัน อาทิเช่น ม.ธรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.แม่โจ้ และเพื่อนๆต่างคณะที่มาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับฉัน คือ ม.สงขลานครินทร์ เมื่อได้มาเจอกันที่นี้ ทุกคนต่างตกใจ และหัวเราะกันยกใหญ่ แม้ไม่ได้รู้จักชื่อพวกเขาแต่ก็พอจำได้ เพราะเป็นนักศึกษารุ่นปีเดียวกัน ต่อมาก็คงมีแต่จะสนิทกันมากขึ้น ทุกวันนี้ฉันก็ได้เพื่อนเพิ่มขึ้นมากมายจนนับจำนวนไม่ได้เสียแล้วว่ามีกันกี่คน

ภารกิจแรกของนักศึกษาฝึกงานที่นี้ก็เริ่มต้นอย่างง่ายๆ งานที่นี้แบ่งออกเป็นหลายแผนก ฉันอยู่แผนกระดมทุน แต่พอเอาเข้าจริงๆก็ทำเกือบจะทุกอย่าง  อยากบอกว่ามีแผนกไหนบ้าง แต่ความจำเริ่มเลอะเลือน จำได้แต่ของตัวเอง

ขนของไปขายตามตลาดนัด เป็นการระดมทุนเข้ามูลนิธิค่ะ สินค้าที่พวกเรานำไปขายก็จะมี เสื้อ กางเกงยีนส์มือสอง ที่สภาพยังใช้การได้ดีอยู่ ขายในราคาตัวละ ยี่สิบ ห้าสิบ หกสิบ แพงสุดอยู่ที่ร้อยยี่สิบบาทค่ะ เป็นจำพวกกางเกงยีนส์ยี่ห้อดังน่ะค่ะ ที่ได้รับบริจาคมา ซึ่งมันเหลือจากการแจกจ่ายให้ชาวบ้าน เราก็จะนำมาขายต่อ

ตั้งของขายตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสามทุ่ม สี่ทุ่ม แล้วแต่ตลาดนัดแต่ละที่ ถ้าที่ไหนตลาดวายก่อนเราก็จะได้เก็บของเร็วขึ้น ได้กลับมาพักเร็วหน่อย ถ้าวันไหนฝนตกก็ได้เก็บเร็วเช่นกันแต่อันนี้จะวุ่นวายหน่อยเพราะต้องรีบเก็บของหนีฝน

ยอดขายสูงสุดที่เคยได้คือเก้าร้อยบาท และยอดขายที่ได้ต่ำสุดคือขายไม่ได้สักบาท ไม่มีใครมาซื้อเลย หรือไม่ก็โดนพายุฝนกระหน่ำ ต้องวิ่งหลบกันจ้าละหวั่นเลยทีเดียว

ที่ถนนคนเดินเชียงรายเราก็ไปขายนะคะ หากใครได้แวะไปเดินเที่ยวที่ถนนเส้นนี้และเห็น กลุ่มเด็กนักศึกษาวาง กางเกงยีนส์เป็นกองบนเสื่อ ปูไว้ที่พื้นแวะอุดหนุนได้นะคะ  พวกเขากำลังระดมทุนเข้ามูลนิธิอยู่ค่ะ

จากการทงานที่ง่ายๆแบบขายค้า ก็เริ่มเข้าสู่การทำงานมหาโหด  เริ่มต้นกับงานแรก กับการสร้างฝายชะลอน้ำ และปลูกป่าต้นน้ำ กลุ่มเหล่านักศึกษาฝึกงานรวมทั้งอาสาสมัครชาวต่างชาติ อัดแน่นเต็มรถกระบะสองคันที่สภาพรถไม่ค่อยจะสมบูรณ์แบบสักเท่าไหร่

เจ้าหน้าที่พาพวกเราขับรถขึ้นเขาหลายลูก เส้นทางคดเคี้ยวขรุขระ และมีต้นไม้ล้อมรอบตลอดระยะทาง กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางก็เล่นเอาระบมไปตามๆกัน ฉันดูท่าจะอาการหนักกว่าเพื่อน เมารถเสียจนเดินเซ โลกทั้งโลกหมุนคว้างไปหมด

ฉันมึนปวดหัวจนต้องนั่งลงกับพื้น เดินต่อไปไม่ไหว หากใครเคยเมารถจะรู้ว่าอาการเมารถมันทรมานเพียงใด  ก็เส้นทางที่รถแล่นผ่านไม่ใช่เล่นๆเลย  ลองจินตนาการดูว่ากำลังขับรถรอบภูเขาหลายลูกที่ลาดชันและขรุขระ โอย คิดแล้วอยากจะอ้วกอีกซักรอบ

และเราก็มาถึงจุดหมายปลายทาง หมู่บ้านกลางหุบเขา ที่มีน้ำตกสายเล็กๆไหลผ่าน เสียดายมาครั้งนี้ไม่มีใครพกกล้องไปเลย อดได้ภาพบรรยากาศมาพา อยากบอกแค่ว่ามันสวยงาม ร่มรื่น และอากาศบริสุทธิ์มากค่ะ

เมื่อมาถึงทุกคนก็เริ่มต้นทำงานกันทันที โดยเจ้าหน้าที่แจกต้นกล้วยให้คนละต้น และน้ำคนละขวด เราทุกคนต้องเดินขึ้นเขาเป็นระยะทางเจ็ดกิโลเมตรไปกลับก็คงสิบสี่กิโลเมตร  ลูกเพื่อนำต้นกล้วยไปปลูกที่ป่าต้นน้ำ

พอเริ่มงานจริง แถวตอนเรียงหนึ่งเดินตามกัน ทุกคนมีต้นกล้วยและขวดน้ำ มีเจ้าหน้าที่เดินนำหน้า ผู้ตามขบวนประกอบไปด้วยอาสาสมัครชาวต่างชาติ นักศึกษา เด็กน้อยที่บ้านอยู่บริเวณนั้น และเด็กนักเรียนที่ได้ทุนจากมูลนิธิ รวมๆแล้วคงประมาณยี่สิบคนได้

ขบวนนักปลูกป่าเดินขึ้นเขาด้วยอารมณ์ที่เป็นสุข และใจมุ่นมั่นเด็ดเดี่ยว ทุกคนต่างชื่นชมธรรมชาติสวยงาม ที่อยู่รายรอบกาย เสียงพูดคุยดังเป็นระยะ แต่พอข้ามเขามาได้ลูกหนึ่งเท่านั้นล่ะ

“พี่กล้าค่ะ ใกล้ถึงหรือยังค่ะ”  เพื่อนของฉันคนหนึ่งตะโกนถามเจ้าหน้าที่ ที่เดินอยู่ข้างหน้า ทุกคนที่เดินตามมาต่างรอฟังคำตอบ เพราะต่างก็เริ่มเหนื่อย และใกล้หมดแรงแล้ว

“ยังครับ ต้องข้ามเขาไปอีกสองลูก”  พี่กล้าตะโกนตอบกลับมา

“ห๊า!!”  เสียงของเหล่านักศึกษาฝึกงาน ร้องออกมาพร้อมกัน

“พี่ล้อเล่นป่ะเนี่ย  นี้เราก็เดินมาไกลแล้วนะ”  น้องผู้หญิงจากต่างมหาวิทยาลัยเอ่ยขึ้นบ้าง

“อะไรกันเป็นเด็กเป็นเล็ก เดินแค่นี้เหนื่อยซะแล้ว”  พี่กล้าที่อยู่ในวัยสามสิบปลายๆ ตะโกนตอบกลับมาแกมแซวเล่น

“อ้าวๆ พักตรงนี้ห้านาที เดี๋ยวเดินต่อ”  เจ้าหน้าที่อีกคนตะโกนบอกขบวนนักปลูกป่าที่ถือต้นกล้วย  ทุกคนต่างทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง

นั่งยังไม่ทันหายเหนื่อย เราก็ต้องเดินต่อค่ะ อยากจะบอกว่างานนี้เหนื่อยมาก ฉันหายใจแทบไม่ทันเลย แข้งขาหมดเรี่ยวหมดแรง ก้าวเท้าแต่ละทีโอยช่างทรมาน ฉันนึกอยากจะโยนขวดน้ำทิ้ง แต่คิดอีกทีถ้าโยนทิ้งจะกินน้ำที่ไหนเขาให้มาคนละขวด เลยคิดจะโยนต้นกล้วยทิ้งแทน ตอนแรกถือมาก็เบาอยู่หรอก แต่ตอนนี้มันซักหนักขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  สองจิตสองใจสุดท้ายก็ต้องถือทั้งสองไปถึงเป้าหมายอยู่ดี

เสร็จจากการปลูกป่าเรียบร้อย ตกเย็นมาซักประมาณบ่ายสาม เราทุกคนก็เริ่มสร้างฝายชะลอน้ำต่อ โดยมีอุปกรณ์คือกระสอบสีขาว เชือกฝาง และจอบ  การทำคือ เราจะตักทรายใส่กระสอบแล้วนำกระสอบที่บรรจุทรายแล้ว มากั้นในจุดที่เราต้องการชะลอน้ำ

ฝายชะลอน้ำแบ่งเป็นสามจุด งานนี้เลยต้องแบ่งกำลังคนออกเป็นสามทีม ทำฝายชะลอน้ำนี้เหนื่อยเอาการเลยค่ะ กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาหมดแรงไปตามๆกัน แต่สนุกมากค่ะ สนุกตรงที่ได้เล่นน้ำไปด้วยเปียกปอนไปหมด

ในค่ำคืนหนึ่งเกิดพายุโหมกระหน่ำ รุนแรงและน่ากลัว ฉันกับเพื่อนนอนกอดกันกลมเลย มันน่ากลัวจริงๆค่ะ ฟ้าร้องเสียงดัง ลมพายุพัดต้นไม้ที่อยู่รายล้อม เสียงเอี๊ยดอาด โครมๆ ราวกับจะหักโค่นเสียให้ได้ เป็นค่ำคืนที่แสนยาวนานและน่าหวาดกลัว

รุ่งอรุณยามเช้ามาเยียน ทุกคนออกมาจากบ้านพักต่างก็ต้องตกใจกับสภาพที่เห็น ต้นไม้ใหญ่หักโค่นใส่หลังคาบ้านที่ฉันพักอยู่ หลังคาพังไปครึ่งหนึ่งเลย ฉันนึกสงสัยอยู่เมื่อคือนอนทำไม่รู้สึกเลยน่า โรงเรียนไม้ไผ่ที่เราใช้สำหรับสอนนักเรียนเด็กน้อยชาวเขาก็พังทลายลงเหลือแต่ซาก
ฉันมองดูโรงเรียนของฉันด้วยใจหดหู่ แล้วฉันจะสอนหนังสือเด็กนักเรียนของฉันตรงไหน โรงเรียนมันพังหมดแล้ว พวกเราทำงานจันทร์ถึงศุกร์ค่ะ เสาร์อาทิตย์คือวันหยุด

ซึ่งเด็กๆชาวเขาจะมาเล่นกับพวกเรา และพวกเราก็จะสอนหนังสือเด็กๆ ส่วนเด็กๆก็จะสอนภาษากระเหรี่ยงให้พวกเรา
โรงเรียนพังว่าแย่แล้ว มีข่าวเข้ามาว่าบ้านชาวบ้านพังไปหลายหลัง  พวกเราเหล่านักศึกษาฝึกงาน เลยได้ลงพื้นที่ออกไปช่วยเหลือชาวบ้าน ทุกคนกระโดดขึ้นรถกระบะด้วยใจมุ่งมั่น

โรงเรียนที่ไว้สำหรับสอนหนังสือเด็กน้อยพังยับเลย

ภารกิจต่อมาของพวกเราคือการสร้างบ้านให้ชาวบ้าน

รถกระบะคันเก่าบรรทุกนักศึกษาจำนวนหนึ่งขึ้นเขา และเดินขึ้นไปอีระยะทางประมาณสองกิโลเมตร เพื่อไปตัดไม้ไผ่ที่อยู่บนเขาลงมา พวกผู้ชายจะเป็นคนที่ปืนขึ้นไปบนเขาไปตัดไม้ไผ่ ส่วนผู้หญิงจะรออยู่ข้างล่าง

ลำต้นไม้ไผ่ที่ถูกตัด จะถูกสไลด์ให้ไหลลงมาจากข้างบน พวกเราผู้หญิงที่อยู่ข้างล่างก็จะทำหน้าที่ไปเก็บลำไม้ไผ่ให้มากองไว้ที่เดียว  แต่ก็ลำบากเอาการเพราะเส้นทางไม่ค่อยดี มันมีแต่โขดหิน และมีตะไคร่น้ำเกาะเต็มไปหมด หากเดินไม่ระวังก็อาจจะผลัดตกลงไปในลำน้ำตกที่ไหลอยู่เนื่องๆ อันตรายใช้ได้ทีเดียว

พวกเราที่เป็นผู้หญิงจึงทำงานได้ไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร เราลากลำไม้ไผ่ที่พอจะลากได้ เอามากองไว้ได้แค่ไม่กี่ต้น บางต้นมันก็ใหญ่และหนักมาก แรงผู้หญิงทำอย่างไรมันก็ไม่ขยับเขยื้อน สุดท้ายเลยต้องเป็นพวกผู้ชายที่มาช่วยอยู่ดี แล้วไล่พวกเราหนี พวกเขาบอก เกะกะ

เมื่อได้ไม้ไผ่มาตามจำนวนที่ต้องการ ทีนี้ก็ถึงเวลาต้องแบกไม้ไผ่ลงเขามาด้านล่างอีกที ระยะทางประมาณสองกิโลเมตร ลำต้นไม้ไผ่ขนาดยาวค่อยๆถูก ลำเลียงลงมาอย่างยากลำบาก เส้นทางก็ไม่ดี ไม้ไผ่ต้นหนึ่งใช้คนแบกสามถึงสี่คนเพราะมันต้นใหญ่และหนัก  มือฉันแตกเลือดซึมออกมาเลยค่ะ ได้แผลที่มือมาเป็นที่ระลึกเลยงานนี้

และกว่าจะขนมาที่พื้นราบข้างล่าง เล่นเอาเหนื่อยหอบไปตามๆกัน ทุกคนนั่งทรุดลงไปกับพื้นเลยไม่มีใครเอื้อนเอ่ยความใดเพราะมัวแต่ รีบหายใจเข้าปอดกับอาการหายใจไม่ทันเพราะความเหนื่อย

ไม้ไผ่ที่นำลงมาพวกเราต้องผ่า ทุบ ตี ให้มันแบน ไม่รู้เรียกว่าอะไรแล้วค่ะ ไม่ได้ตัดไม้ไผ่ออกจากกันได้นะคะ เพียงใช้มีดฉับๆลงไปให้มันยังมีเยื่อติดอยู่ไม่ให้หลุดออกจากกัน แล้วก็ตีให้แบน เพื่อที่จะใช้ทำผนังบ้านค่ะ เราทุกคนทำงานตรงนี้จนเสร็จเรียบร้อย

หน้าที่ต่อไปคือการนำไม้ไผ่ที่เราตีแบนๆไว้แล้วไปสร้างบ้านให้ชาวบ้าน แต่ตรงสร้างนี้ ฉันและพวกผู้หญิงไม่ได้ทำค่ะ เจ้าหน้าที่ให้เฉพาะพวกผู้ชายเป็นคนไปช่วยชาวบ้านสร้างบ้าน งานมันเริ่มหนักขึ้น พวกผู้หญิงเลยได้นั่งสบายเลย

ชาวบ้านนำข้าวมาเลี้ยงพวกเรา โดยกับข้าวมีสามอย่าง ประกอบไปด้วย ลาบเลือดสีแดงสด ไข่เจียว และปลากระป๋องสามแม่ครัวที่เปิดออกจากกระป๋องแล้วเทใส่จาน กินกับข้าวสวยร้อนๆ  ฉันกับเพื่อนกินเฉพาะไข่เจียวกับปลากระป๋อง  ลาบเลือดคงต้องเลี่ยงล่ะนะ ไม่กล้ากินจริงๆ

แต่ต้องยอมรับว่าเป็นกับข้าวที่อร่อยที่สุดอีกมื้อหนึ่งเลยค่ะ ไม่รู้ว่าเพราะหิวข้าวมากหรืออย่างไร หรืออาจจะเป็นความอิ่มเอมใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เลยทำให้มื้อนี้ของพวกเราอร่อยและมีความสุขที่สุด  ทุกคนได้แต่นั่งสั่งยิ้มให้กันก่อนจะเริ่มแย่งกันกินข้าว พอข้าวเข้าปากความเงียบก็บังเกิด ทุกคนกินข้าวเยี่ยงผู้ที่หิวโหย เหล่าชาวบ้านมองดูพวกเราแล้วต่างพากันหัวเราะไปตามๆกัน

อีกหนึ่งภารกิจที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายของฉันเลยก็ว่าได้ คือการนำจดหมายไปให้นักเรียนที่ได้ทุนจากมูลนิธิ ดูเหมือนเป็นงานที่ง่ายใช่ไหมค่ะ แต่ขอบอกงานนี้ไม่งานเลย

ฉันมียานพาหนะคือมอเตอร์ไซด์สภาพโทรมไปนิดหนึ่ง แต่ก็พอขับได้อยู่ และมีโชว์เฟอร์สุดหล่อ นามน้องเจมส์ อายุอานามก็สิบเจ็ดปี เป็นเด็กบนดอยเคยได้รับทุนจากมูลนิธิ

ฉันได้จดหมายมาปึกใหญ่จำไม่ได้เสียแล้วว่ามีกี่ซองแต่จำได้ว่าเยอะมาก  ที่หน้าซองจดหมายจะเขียนชื่อละที่อยู่ขอผู้รับ ทีนี้ฉันก็ทำหน้าที่เป็นสตรีไปรษณีย์นำจดหมายไปส่งถึงบ้าน

รถมอเตอร์ไซด์คันเก่าพุ่งทะยานออกจากมูลนิธิ กระเด้งกระดอนไปตามเส้นทางที่ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ บางทีน้ำที่หลุมก็กระเด็นกระจายใส่ฉัน จนเผลอส่งเสียงกรี๊ดใส่หูโชว์เฟอร์ ตอนแรกไม่กล้ากอดเอวน้องเจมส์เกรงใจ อีกอย่างตัวเองก็เป็นผู้หญิงยิงจรวด ไม่อยากยิงเรือกลัวมันจม ขอเปลี่ยนเป็นยิงจรวดแล้วกันนะคะ ฉันเลยเกาะแค่เบาะเอาไว้

แต่เพียงไม่นานเส้นทางแสนหฤโหดก็ เผยโฉมหน้าออกมาให้เห็น เราสองคนกำลังทะยานขึ้นสู่ภูเขาที่สูงชัน  เส้นทางโหดร้ายเกินจะบรรยายเป็นภาษาเขียน งั้นขอบรรยายเป็นภาษาภาพแทนนะคะ คงไม่ว่าอะไรนะ

ภาพที่หนึ่ง….รถมอเตอร์ไซค์คันเก่า แต๊ก แต๊ก ด้นด้ันขึ้นทางลาดชัน โดยมีหญิงสาวกอดคนขับแน่น

ภาพที่สอง….ถนนดินลูกรังสีแดงอมส้ม ชุ่มชื่นไปด้วยน้ำที่เพิ่งโดนฝน โคลนตมปิดเต็มล้อรถ เส้นทางคดเคี้ยว

ภาพที่สาม….ถนนแคบ เพียงแค่กางแขนทั้งสองข้างออก อีกฝั่งหนึ่งของแขนคือหุบเหว ที่พร้อมจะอ้าปากรับรถคันใดก็ตามที่ขับไม่ระวัง อาจถูกปากของหุบเหวกลืนกินลงไปได้อย่างง่ายดาย

ภาพที่สี่….หญิงสาวที่นั่งซ้อนท้าย สวดมนต์พึมพำทุกคาถาที่พอจะนึกออก 

และแล้วฉันหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่ง ที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี หมู่บ้านที่ถูกโอบล้อมไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร น้องเจมส์เข้าไปถามคนในหมู่บ้าน เพื่อถามหาคนที่เราจะเอาจดหมายมาให้ ฉันยืนฟังอยู่ข้างๆ ใบหน้าฉีกยิ้มอย่างเดียว เพราะฉันไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน  ทั้งสองพูดคุยกันด้วยภาษาปกาเกอะญอ หรือภาษากระเหรี่ยง หรือภาษาอะไรก็ตามเถอะซึ่งฉันฟังไม่ออก  ฉันเลยต้องคอยถามน้องเจมส์ตลอดเวลา บางทีน้องเจมส์ก็ขี้เกียจตอบอยู่เหมือนกัน

เราสองคนขับรถข้ามเขาหลายต่อหลายลูก เพื่อนำจดหมายไปส่ง แต่ละหมู่บ้านก็อยู่ห่างกันมากทีเดียว บางทีเราหาบ้านเจ้าของจดหมายไม่เจอ ก็ต้องไปบ้านผู้ใหญ่บ้านแทนเพื่อถามหาคนตามที่อยู่ในจดหมาย

เราขับรถขึ้นเขาลงห้วย แต่ไม่ลงเหวนะอันนี้กลัวมาก  มีบางเส้นทางขับรถสวนทางกับช้างที่เดินเล่นตามถนน ฉันนี้กรี๊ดกร๊าดดีอกดีใจใหญ่เลย ส่วนน้องเจมส์ได้แต่ส่ายหน้าไปมา ใบหน้าเปื้อนยิ้มนิดๆ

อยากร่ายยาวให้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้ผู้เขียนปวดท้องมากเลยค่ะ เพิ่งกินยาไปยังไม่รู้สึกดีขึ้นเลย ต้องนี้ก็นั่งกุมท้องตัวเองและพิมพ์ไปด้วย ถ้าทางจะไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่น่าเลยส้มต้มปูปลาร้าทำพิษแน่ๆ เฮ้อ….


*****

ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นกิจที่สอง
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกมาแก่ท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์

พระราชโอวาทของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก

น้องคนนี้ต้องกินน้ำส้มดีโด้แทนนมเพราะไม่มีเงินซื้อนมกิน ฉันกับเพื่อนฟังแล้วจุกเลย ในขณะที่เราใช้เงินชื่อของที่ไม่จำเป็นหลายอย่าง แต่กลับยังมีเด็กอีกหลายคนแม้แต่เงินซื้อนมยังไม่มี เราทั้งหมดก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ค่ะ พวกเราก็ยังขอเงินพ่อกับแม่ใช้อยู่

สองพี่น้องคู่แสบป่วนมูนิธิ คนพี่ชื่อคิดตี้ คนน้อจำชื่อไม่ได้แล้วค่ะ

หมู่บ้านที่อยู่ตรงข้ามกับมูลนิธิค่ะ พวกเราชอบมาเล่นที่นี้กัน ถัดจากหมู่บ้านไป
เกิดไฟไหม้ป่าลุกไหม้ภูเขาทั้งลูกเลยค่ะ ผู้ชายถูกเกณฑ์ให้ไปทำแนวกันไฟ
ป้องกันไม่ให้ลามมาใกล้หมู่บ้าน

บ้านพักของพวกเราค่ะ ต้นไม้ที่อยู่ข้างโค่นล้มทับหลังคาทะลุเลยค่ะ ลานด้านหน้าไว้นั่งล้อมวงเล่นไพ่

 

 

ภาพยามเย็นที่มูลนิธิ ตอนกลางวันร้อนมาก ส่วนตอนกลางคืนหนาวมากเช่นกัน

ถ่ายรูปกับน้องๆจากธรรมศาสตร์และก็เด็กๆ