Error message

User warning: The following module is missing from the file system: imagcache_actions. For information about how to fix this, see the documentation page. in _drupal_trigger_error_with_delayed_logging() (line 1128 of /home/bannok/domains/bannok.com/public_html/includes/bootstrap.inc).

ข่าวสารจาก stateless4child.net

Subscribe to ข่าวสารจาก stateless4child.net feed
Updated: 3 min 12 sec ago

ปัญหาเจ้าหน้าที่อำเภอ..ปฏิเสธรับคำร้อง

Thu, 2017-09-28 15:08
การติดตามและหนุนเสริมผู้ทรงสิทธิ ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิเสธรับคำร้องโดยเจ้าหน้าที่อำเภอ   เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2560 ณ หมู่บ้านเด่น ต.แม่ข่า อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ปัญหาสถานการณ์เจ้าหน้าที่อำเภอ ปฏิเสธรับคำร้อง โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้   1.เจ้าหน้าที่อำเภออ้างว่าปลัดหัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตรไม่อยู่ รับคำร้องไม่ได้ 2.เจ้าหน้าที่อำเภอมีการเรียกพยานบุคคล เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นหลักในการรับยื่นคำร้อง   ขอลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4)    พ.ศ.2551 3. ผู้ใหญ่บ้านไม่ยอมเป็นพยานรับรอง อ้างว่าลูกบ้านไม่มีถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ปกครอง ผู้ยื่นรายใดที่    ผู้ใหญ่บ้านให้การรับรองนั้น ต้องมีผ่านประชาคมก่อนซึ่งเป็นมติเจ้าหน้าที่อำเภอกับกำนัน บ้าน   ได้ตั้งขึ้น ส่วนรายที่มีการจ่ายเงินก็ให้การรับรอง    ทันทีโดยไม่มีข้อแม้นใดๆ 4. เจ้าหน้าที่อำเภอให้ผู้ทรงสิทธิยื่นคำร้องใหม่เสมอๆ ทุกครั้งที่อำเภอโยกย้ายคนทำงาน 5. เจ้าหน้าที่อำเภอชอบอ้างว่าเอกสารหาย เช่น ผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม มีการเรียกไป           ตรวจแล้วตรวจอีก โดยไม่มีหนังสือจากอำเภอส่งไป  6. เจ้าหน้าที่อำเภอมีการเรียกรับผลประโยชน์โดยผ่านผู้ใหญ่บ้าน 7.เจ้าหน้าที่อำเภอมีการตรวจสอบเอกสารให้ แต่ไม่ยอมรับคำร้อง    ที่มา :                สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 เจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงาได้พาผู้ปกครองและเด็กไร้สัญชาติ จำนวน 6 ครอบครัว ยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ตามที่อำเภอได้แจ้งไว้ให้ผู้ประสบปัญหามายื่นคำร้อง ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รับผิดชอบมีเพียง 1 คน อีก 1 คน อ้างว่าไม่มาทำงานปรากฏว่าเจ้าหน้าที่อำเภอพยายามดึงเวลาด้วยการรับเอกสารและตรวจสอบชาวบ้านรายที่มาติดต่อใหม่ ทำให้รายที่นัดหมายไว้ไม่สามารถลงรับคำร้องในคอมฯ ได้ พยานที่พามาส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่บ้านและเพื่อนบ้านอีก 1 ราย รวมเป็น 2 ราย พยานทั้งสองนั่งรอพร้อมที่จะเซ็นรับรองปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ก็พยายามบ่ายเบี่ยงและเดินเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง ทำให้พยานที่พามาหลายคนกลับไปหมด พอจะรับคำร้องก็โทรตามผู้ใหญ่บ้านกลับมาอีกครั้งก็ไม่รับอีกดึงเวลาไปหลายครั้ง บางรายทำงานอยู่ต่างจังหวัดได้ยื่นคำร้องหลายครั้งแล้ว รอผู้ใหญ่บ้านมาเซ็นรับรองการลงรับคำร้องในคอมฯ เพียงอย่างเดียวแต่ก็ไม่ได้ลงรับคำร้อง  ต่อมาเจ้าหน้าที่มูลนิธกระจกเงาจึงได้เข้าไปปรึกษาหัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตรขอให้รับคำร้องท่านก็บอกว่ารับให้ได้วันละ 5 คำร้อง แต่ทางเจ้าหน้าที่อำเภอก็ไม่รับสุดท้ายจึงได้ขอเข้าพบนายอำเภอ
              ขณะที่รออยู่หน้าห้องนายอำเภอนั้นนก็มีเจ้าหน้าที่มาเรียกแล้วพาไปห้องฝ่ายมั่นคง ปรากฏว่ามีหัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตร หัวหน้าฝ่ายมั่นคง พร้อมกำนันผู้ใหญ่บ้านอีกจำนวน 4-5 คน นั่งเป็นวงกลม แล้วเชิญไปนั่ง นายอนิรุจน์ พิมพ์สราญ หัวหน้าฝ่ายมั่นคง กล่าวว่ามีกำนันผู้ใหญ่บ้านหลายคนโทรมาแจ้งว่าทางองค์กรบังคับให้มาวันนี้ ที่เรียกมาจึงหาทางออกร่วมกัน กึ่งพูดดีกึ่งข่มขู่ บอกว่าทางมูลนิธิเป็นนิติบุคคลหรือไม่มีหนังสือมอบอำนาจทำการแทน ที่ทางองค์กรมาชาวบ้านเขาติดต่อทางช่องทางไหน เห็นมั้ยคนต่างด้าวเหล่านี้ค้ายาเสพติดล่าสุดวันก่อนทางปลัดและกำนันจับยาได้เป็นแสนเม็ด  ทำไม่ใช่คนไทยที่แม้แต่ห้องส้วมก็ไม่มี ที่องค์กรมามีผลประโยชน์ร่วมหรือเปล่า กำนันจึงเสนอว่าจะประชาคมให้ชาวบ้านรับรองว่าผู้ยื่นมีถิ่นที่อยู่ชัดเจนในหมู่บ้านหรือไม่  ถ้ารับรองกำนันผู้ใหญ่บ้านยินดีเซ็นรับรองให้ ส่วนทางหัวหน้าฝ่ายมั่นคงจะตรวจสอบการเดินทางออกนอกพื้นที่ของกลุ่มผู้ยื่นดังกล่าวว่าได้อนุญาตตามระเบียบหรือไม่    ภารกิจ : 1. สร้างความเข้าใจผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 วรรค 2 ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 16 กพ.2560  2. สร้างความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น อำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ทรงสิทธิ องค์กรเอกชน  3. ชี้แจงแนวทางการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย และเรื่องการมอบอำนาจในการดำเนินการแทน และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขี้นตามมาหลังจากดำเนินการตามกฎหมาย และแนวทางการป้องกัน 4. สอบถามความสมัครใจชาวบ้านเรื่องที่จะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิกระจกเงาดำเนินการแทนในเรื่องการพิสูจน์สถานะบุคคล            เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2560 เจ้าหน้าที่มูลินิธิกระจกเงาภายใต้โครงการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ ได้เข้ามาช่วยติดตามและหนุนเสริมผู้ทรงสิทธิ ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสองที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิเสธรับคำร้องโดยเจ้าหน้าที่อำเภอปฏิเสธรับคำร้อง 

"548 รายปฏิญาณตนเป็นคนสัญชาติไทย"

Mon, 2017-09-18 11:08

ในปี 2560 รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้สถานะบุคคลเเก่บุตรของกลุ่มชนชาติพันธุ์ หรือบุตรของผู้ที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรและเกิดในราชอาณาจักรไทย ได้สิทธิ์ขอมีสัญชาติไทยให้ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายสัญชาติไทย และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้ขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยสามารถอนุมัติให้บุตรของคนไร้รัฐ หรือไร้สัญชาติ ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยและมีบิดามารดาได้อยู่อาศัยในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันมาเป็นเวลานานไม่น้อยกว่า 15 ปี ได้สิทธิ์ขอมีสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง

ต่อมา เมื่อ 12 กันยายน 2560 เวลา 09.30 น. นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีปฏิญาณตนเป็นคนสัญชาติไทย และมอบบัตรประจำตัวประชาชน สำหรับบุตรของชนชาติพันธุ์ หรือบุตรของผู้ที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ก่อนปี 2542 และมีคุณสมบัติเป็นคนสัญชาติไทยตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดดังกล่าวข้างต้น จำนวน 548 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา และบางรายได้รับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ กำลังจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศด้วย โดยปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ได้รับอนุมัติสัญชาติไทยในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ ศาลาประชาคมอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเน้นย้ำให้ผู้ได้รับสัญชาติไทยครั้งนี้ ตั้งใจเล่าเรียนศึกษา และประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายตลอดจนศีลธรรมอันดีของสังคม เพื่อเป็นพลเมืองดีของชาติไทยต่อไป

ในการนี้ ผู้ได้รับอนุมัติสัญชาติไทยได้กล่าวคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และร่วมร้องเพลงชาติไทย เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อประเทศไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์

ในโอกาสนี้ นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ข้าราชการ และผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) จำนวน 6 องค์กร ได้แก่ มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล คสบ. (the Legal Status Network Foundation - LSNF) , ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน (the Development Center for Children and Community Network - DCCN) , โครงการพัฒนาสิทธิ์ในสังคม (the Social Life Project - SLP) , มูลนิธิพัฒนาลาหู่ในประเทศไทย (Thailand Lahu Development Foundation - TLDF) , องค์กรยุติธรรมนานาชาติ (the International Justice Mission - IJM ) , และคริสตจักรภาคที่ 19 สภาคริสตจักรประเทศไทย (the 19th District of the Church of Christ in Thailand) ที่ได้มาร่วมงานกับเจ้าหน้าที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของนักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ ก็ได้เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวนี้ด้วยเป็นจำนวนมาก

 

แหล่งข้อมูล  : http://www.nationtv.tv/main/content/social/378569138/

ผลงานการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติตามนโยบายรัฐบาลไทยที่จังหวัดแม่ฮ่องสอง มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด 548 คน

มท.กำหนดฐานะ-เงื่อนไขคนไร้สัญชาติอยู่ไทยไม่ผิดก.ม.

Tue, 2017-09-05 14:08
เมื่อวันที่ 4 ก.ย. นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงกำหนดฐานะและเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย พ.ศ.2560 ออกตามความในมาตรา 7 ทวิ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 85 ก เมื่อวันที่ 17 ส.ค.  ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติและสถานะของเด็กและบุคคลผู้ไร้สัญชาติที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยให้สิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยสาระสำคัญคือ กำหนดให้ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง ให้มีฐานะการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเช่นเดียวกับบิดาหรือมารดา โดยยกเว้น 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 ผู้เกิดจากบิดาและมารดาซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ให้มีฐานะเช่นเดียวกับบิดาและมารดา และผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยได้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมบิดาหรือมารดา กรณีที่ 2 เด็กกำพร้าซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีหนังสือรับรอง ให้ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยได้เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย    ในกรณีที่ฐานะการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยของบิดาและมารดา หรือบิดาหรือมารดา สิ้นสุดลง ให้ฐานะการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยนั้นสิ้นสุดลงด้วย เว้นแต่ผู้นั้นมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้คงฐานะการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยต่อไปได้ ได้แก่ 1.มีอายุไม่น้อยกว่า 18 ปี หรือบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส 2.ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศที่บิดาหรือมารดามีหรือเคยมีภูมิลำเนาหรือเคยอาศัยอยู่ได้ตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด 3.มีผู้ปกครอง สามี ภรรยา หรือบุตร เป็นผู้มีสัญชาติไทย 4).มีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่งในราชอาณาจักรและพำนักอยู่ในราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง5.อยู่ระหว่างการศึกษาในสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง 6.เป็นผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม       นอกจากนี้ ในกฎกระทรวงฯ ได้ระบุถึงลักษณะที่อาจทำให้ถูกเพิกถอนฐานะการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร ตามความในข้อ 4 ระบุว่า ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยและมีอายุไม่น้อยกว่า 18 ปี อาจถูกเพิกถอนฐานะการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรได้ เมื่อปรากฏว่า 1.กระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง 2.กระทําการใด ๆ อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ อาจสั่งเพิกถอนฐานะการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยของบุคคล หรือสั่งให้ผู้นั้นอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยต่อไปก็ได้ ทั้งนี้ โดยคํานึงถึงความมั่นคง ประโยชน์ของรัฐ และสิทธิมนุษยชนประกอบกัน....

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/politics/596196

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงกำหนดฐานะและเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย พ.ศ.2560 ออกตามความในมาตรา 7 ทวิ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 85 ก เมื่อวันที่ 17 ส.ค.  ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติและสถานะของเด็กและบุคคลผู้ไร้สัญชาติที่เกิดในราชอาณาจักรไทย

เส้นตาย ! เปิดต่ออายุ "แรงงานต่างด้าว" กลุ่มบัตรชมพู

Mon, 2017-09-04 09:47

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้แรงงานลาวที่ถือบัตรชมพูมี 2 กลุ่มคือ กลุ่มประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ บัตรหมดอายุ 1 พฤศจิกายน 2560 และกลุ่มแรงงานทั่วไป บัตรหมดอายุ 31 มีนาคม 2561 ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้จะต้องเข้ารับการปรับสถานภาพเพื่อรับเอกสารรับรองบุคคล (CI) และ Work Permit Card (WP) ของทางการลาวให้แล้วเสร็จก่อนบัตรหมดอายุ โดยทางการลาวกำหนดเดินทางมาปรับสถานภาพแรงงานในประเทศไทยที่ศูนย์การค้าไอทีสแควร์ หลักสี่ กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2560 – 15 มีนาคม 2561 โดยจะหยุดให้บริการวันอาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ตามราชการไทยและวันชาติลาว (2 ธันวาคม 2560) เท่านั้น จึงขอให้แรงงานลาว โดยเฉพาะกลุ่มประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ รีบไปดำเนินการปรับสถานภาพให้แล้วเสร็จก่อนบัตรหมดอายุคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560

 

นายวรานนท์ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนคือ 1. แรงงานลาวไปติดต่อที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อขอหนังสือรับรองการออกนอกพื้นที่ไปตรวจสัญชาติในราชอาณาจักร และจองคิวเลือกวันที่สะดวกในการเข้ารับการปรับสถานภาพที่ศูนย์การค้าไอที สแควร์ เอกสารที่ใช้คือ 1) บัตรสีชมพู 2) ใบนัดคิว 3) หนังสือรับรองการออกนอกพื้นที่ 4) เอกสารส่วนบุคคลอย่างใดอย่างหนึ่งที่สามารถบ่งบอกว่าเป็นพลเมืองลาวเพื่อยืนยันตัวตน เช่น ใบขับขี่ บัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เป็นต้น มีค่าธรรมเนียมและค่าบริการออกเอกสาร CI เป็นเงินสดจำนวน 2,000 บาท ผู้ติดตาม 400 บาท และค่าบริการตรวจลงตราวีซ่า 500 บาท ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นการปรับสถานภาพ แรงงานลาวจะได้รับเอกสาร CI และ Work Permit Card (WP) ของทางการลาว

 

2. แรงงานลาวไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสาธารณสุข ค่าบริการ 500 บาท ไม่ต้องทำประกันสุขภาพแต่อย่างใด 3. แรงงานลาวนำเอกสาร CI บัตรสีชมพู และ Work Permit Card (WP) ของทางการลาวกลับไปติดต่อขอใบอนุญาตทำงานที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดในท้องที่ที่เป็นสถานที่ทำงานของแรงงานภายในระยะเวลา 15 วัน ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 100 บาท กรณีทำงานกับนายจ้างเดิม หากเปลี่ยนนายจ้างใหม่เสียค่าธรรมเนียม 1,000 บาท ทั้งนี้ กลุ่มแรงงานประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำจะได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 และกลุ่มแรงงานทั่วไปได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 จากนั้นทั้งสองกลุ่มสามารถตรวจลงตราวีซ่าทำงาน(Visa Non Immigrant L-A) และอนุญาตการทำงานได้อีก 2 ปี

 

นายวรานนท์ กล่าวว่า ศูนย์ปรับสถานภาพแรงงานลาวที่จัดตั้งในครั้งนี้ให้บริการเฉพาะกลุ่มที่ถือบัตรสีชมพู 2 กลุ่มเท่านั้นคือกลุ่มประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำกับกลุ่มแรงงานทั่วไป ซึ่งจำเป็นต้องมาดำเนินการปรับสถานภาพตามวันเวลาที่กำหนดหากไม่ได้ดำเนินการใดๆ จะต้องกลับประเทศ และกลับมาทำงานใหม่ในรูปแบบ MOU สอบถามรายละเอียดและติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทร.สายด่วน 1694

 

แหล่งที่มา : http://www.banmuang.co.th/news/politic/89138

กระทรวงแรงงานเตือน "แรงงานลาว" กลุ่มบัตรชมพูประเภท" จ่อหมดอายุ รีบต่ออายุใบทำงาน เริ่มวันที่ 28 ส.ค. – 15 มี.ค. 2561 หากไม่ดำเนินการ ต้องกลับประเทศ ก่อนกลับมาทำงานใหม่ในรูปแบบ MOU

"หม่อง ทองดี" ห่วง 2 เด็กไร้สัญชาติ อดชิงแชมป์แข่งพับเครื่องบินกระดาษ

Thu, 2017-08-24 10:06
เร่งหาทางช่วย 2 เด็กไทยไร้สัญชาติจากเชียงใหม่ หลังติดเข้ารอบเป็นตัวแทนของภาคเหนือ เข้าแข่งขันเครื่องบินพับกระดาษชิงแชมป์ประเทศไทย ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ พ่อแม่ยื่นขออนุญาตออกนอกพื้นที่ เพื่อไม่ให้เสียโอกาส ลุ้นองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติเห็นใจ   การแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 14 ปีนี้ ในภาคเหนือ มีเด็กไร้สัญชาติและไม่มีสถานะบุคคลตามกฎหมาย ผ่านรอบคัดเลือก ระดับภูมิภาค ถึง 2 คน      วันนี้ (22 ส.ค.2560) นางโหม่ และสามี แรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมา ตัดสินใจทิ้งรายได้รายวันกว่า 700 บาท เดินทางมายังที่ว่าการอำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่ เพื่อขอใบอนุญาตออกนอกพื้นที่ให้กับบุตรชายทั้ง 2 คน ซึ่งไร้สัญชาติ และไม่มีสถานะบุคคลตามกฎหมาย หลังผ่านเข้ารอบคัดเลือกเป็นตัวแทนระดับภูมิภาค เพื่อเข้าแข่งขันพับเครื่องบินกระดาษ ซึ่งจะต้องไปแข่งชิงแชมป์ประเทศไทย ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็คเมืองทองธานี   นางโหม่ ผู้เป็นแม่เล่าว่า หลายปีก่อนโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ที่บุตรชายเคยศึกษา ได้ยื่นขอรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร ประเภทนักเรียนนักศึกษาไร้สัญชาติในสถาบันการศึกษาไทยให้กับบุตรชายทั้ง 2 คนแล้วแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของการเดินทางออกต่างจังหวัด หลังทั้งคู่ตั้งใจฝึกซ้อมนานกว่า 2 เดือน ซึ่งเป็นความหวังของครอบครัวและทางโรงเรียน         "แม่ตั้งใจทำงานเก็บเงินให้เข้าได้ไปเรียนและได้ไปเพราะเป็นโอกาสของน้อง" นางโหม่ บอก ส่วน ด.ช.แสงทาน บอกว่า อยากชนะ อยากให้โรงเรียนมีชื่อเสียง อยากให้ครูภูมิใจในตัว เพราะครูได้พาไปฝึกสอน   ด้านนายหม่อง ทองดี ในฐานะหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน และเป็นผู้ฝึกสอนพับเครื่องบินกระดาษ ซึ่งเคยประสบปัญหาคล้ายกันเมื่อหลายปีก่อน มองว่าแม้จะเดินทางไปยังสถานที่จัดงานได้ แต่ความพยายามทั้งหมดอาจสะดุดลงทันที หากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นผู้จัดงาน ยึดตามข้อกำหนดที่ต้องยื่นหนังสือรับรองสถานะตัวบุคคลที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทยก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้   ล่าสุด หลายหน่วยงานที่ทราบปัญหาอยู่ระหว่างหารือถึงแผนในการช่วยเหลือ และติดต่ออธิบายข้อจำกัดของนักเรียนไร้สถานะทั้ง 2 คน ให้คณะกรรมการผู้จัดงานทราบในเบื้องต้นแล้ว และหากไม่เป็นผลจะประสานให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้ามาดำเนินการช่วยเหลือ พร้อมกับผลักดันให้เร่งพิจารณารับรองสิทธิให้กับเด็กที่ไร้สถานะทางบุคคลหรือเด็กติด G ให้เข้าสู่ทะเบียนประวัติประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนในลำดับต่อไป   แหล่งที่มาข่าว : http://news.thaipbs.or.th/content/265443

เร่งหาทางช่วย 2 เด็กไทยไร้สัญชาติจากเชียงใหม่ หลังติดเข้ารอบเป็นตัวแทนของภาคเหนือ เข้าแข่งขันเครื่องบินพับกระดาษชิงแชมป์ประเทศไทย ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ พ่อแม่ยื่นขออนุญาตออกนอกพื้นที่ เพื่อไม่ให้เสียโอกาส ลุ้นองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติเห็นใจ

เครือข่ายชนเผ่าฯ ชี้ 3 ช่องโหว่กองทุนรักษาคนไร้สถานะ ดูแลไม่เท่า 'บัตรทอง'

Wed, 2017-08-16 10:17
เครือข่ายชนเผ่าฯ วิพากษ์กองทุนคืนสิทธิ ชี้มีประโยชน์ช่วยให้คน 5 แสน ไม่ล้มละลายจากการรักษา ปลดเปลื้องภาระหนี้สินโรงพยาบาล สนับสนุนชายแดนป้องกันโรค ระบุยังมีช่องโหว่อีก 3 ประการ   5 ส.ค. 2560 นายวิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการดำเนินงานของกองทุนให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 23 มี.ค.2553 ตอนหนึ่งว่า สามารถจำแนกประโยชน์ของกองทุนคืนสิทธิได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ปัจจุบันมีผู้ที่สิทธิในกองทุนคืนสิทธิประมาณ 5 แสนราย คนเหล่านั้นจะเข้าถึงการบริการรักษาพยาบาล ทำให้ไม่ต้องประสบกับความเสี่ยงที่จะล้มละลายทางการเงินจากความเจ็บป่วย 2.ช่วยให้โรงพยาบาลลดภาระหนี้สิน 3.สนับสนุนให้เกิดการส่งเสริมป้องกันโรคตามแนวชายแดนให้ดีขึ้น   อย่างไรก็ตามในกองทุนคืนสิทธิก็ยังมีปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข โดยแบ่งออกเป็น 1.กลุ่มผู้ตกหล่นและยังเข้าไม่ถึงสิทธิกองทุนคืนสิทธิ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มคนจีนโพ้นทะเลประมาณ 3.8 หมื่นราย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้รับสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) และถูกปลดสิทธิไปเมื่อปี 2556 มาจนถึงปัจุบัน ทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นมีสถานะเป็นกลุ่มผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย   "เขาเหล่านั้นไม่ได้สิทธิบัตรทองเพราะไม่ใช่บุคคลที่มีสัญชาติไทย และไม่ได้สิทธิในกองทุนคืนสิทธิเพราะไม่ได้ถูกนิยามให้เป็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งที่จริงแล้วคนกลุ่มนี้ควรได้รับสิทธิและใช้งบประมาณจำนวนไม่มาก เพราะมีแค่ 3.8 หมื่นรายเท่านั้น" นายวิวัฒน์ กล่าว   นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า เพียงแค่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทำเรื่องเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก็สามารถที่จะอนุมัติได้แล้ว เพราะสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรมการปกครอง สำนักงบประมาณ ไม่ได้มีปัญหาและให้ความเห็นสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้ว ฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่า สธ.จะปลดล็อกให้เมื่อใด   นายวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังตกค้างก็คือกลุ่มเด็กนักเรียนที่ตกหล่นจากการสำรวจและไม่มีเลข 13 หลัก แต่ได้รับงบประมาณสนับสนุนการศึกษารายหัวจากรัฐบาล และอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6.7 หมื่นคน โดยคนกลุ่มนี้เคยเข้าที่ประชุม ครม.ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2558 แต่ ครม.ตีกลับให้มาทบทวนตัวเลขให้ชัดเจนอีกครั้ง และให้พิจารณางบประมาณที่เหมาะสม ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ    นายวิวัฒน์ กล่าวถึงปัญหาของกองทุนคืนสิทธิอีกว่า ข้อ 2 คือปัญหาการเข้าถึงสิทธิ ซึ่งแม้ว่าคนไร้สัญชาติจะได้รับสิทธิแล้วกว่า 5 แสนคน แต่บุคคลเหล่านั้นก็ยังประสบปัญหาในการใช้สิทธิ เช่น การเข้ารับบริการ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ปัญหาการสื่อสาร ภาษา ซึ่งเป็นข้อจำกัดให้คนเหล่านี้ไม่สามารถเข้ารับบริการ และนำไปสู่ปัญหาเรื่องการลงทะเบียนใช้สิทธิด้วย   "ปัญหาเหล่านี้เกิดจาก สธ.ไม่ได้นำบุคคลเหล่านี้มาตั้งเป้าหมายเพื่อจัดทำตัวชี้วัดในการให้บริการ เมื่อไม่มีตัวชี้วัดก็ไม่มีระบบการประเมินผล จึงไม่ทราบว่าการดำเนินการต่างๆ มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ฉะนั้นจึงเสนอว่า สธ.ควรนำคนกลุ่มนี้มาเป็นเป้าหมายเพื่อจัดทำตัวชี้วัดในการประเมินผลด้วย" นายวิวัฒน์ กล่าว   นายวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อีกประเด็นคือประเด็นที่ 3 คือสิทธิประโยชน์ไม่เท่ากับบัตรทอง ไม่สามารถเข้าถึงโรคร้ายแรงต่างๆ ได้ อาทิ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ติดเชื้อเอชไอวี โรคไตวาย ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าคนเหล่านี้เป็นคนไทยซึ่งรอเพียงการได้รับสัญชาติจึงควรได้รับสิทธิเท่ากับบัตรทอง   แหล่งที่มา : https://prachatai.com/journal/2017/08/72665

5 ส.ค. 2560 นายวิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการดำเนินงานของกองทุนให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 23 มี.ค.2553 ตอนหนึ่งว่า สามารถจำแนกประโยชน์ของกองทุนคืนสิทธิได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ 

ทางโล่งหรือทางตัน การแก้ปัญหาคนไร้รัฐ-ไร้สัญชาติในไทย ....ที่มา : สำนักข่าวชายขอบ

Mon, 2017-07-31 10:51
               จากเหนือจรดใต้ของประเทศไทยนั้นเรามักได้ยินความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นต่อชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย และคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเด็นที่แตกต่างกันออกไป อย่างกรณีชาวเล (มอแกน มอแกลน อูรักลาโว้ย) ชาวมันนิ ไทยพลัดถิ่น ในทางภาคใต้ก็มักเผชิญกับปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิทำกินและที่อยู่อาศัย หรือขึ้นไปเหนือเรื่องราวของผู้เฒ่าไร้สัญชาติและเด็กไร้สัญชาติที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมาหลายทศวรรษ ก็ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนเพื่อเป็นไทยอย่างเป็นทางการ ส่งผลถึงการใช้ชีวิตหลายอย่าง เช่น การศึกษา การรับบริการสาธารณะสุข การประกอบอาชีพ หรือทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังมีลาวอพยพต้องอยู่อย่างไร้สิทธิ ไร้เสียง              ขณะที่บางเวลา สังคมไทยต้องเผชิญกับการแก้ปัญหาฉุกเฉินหลายประการ เช่น แบกรับเหยื่อการค้ามนุษย์ คนลี้ภัยหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการเหยียดชาติพันธุ์ อย่างดูแลและรองรับกลุ่มโรฮิงญา อูยกูร์ รวมถึงชนกลุ่มน้อยที่หนีภัยการสู้รบจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น อีกมุมหนึ่งยังต้องจัดระบบระเบียบกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองมาซึ่งมีทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ซึ่งกำลังถูกจับตามองจากสังคมโลก ทำให้การหาทางออกของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ต้องทำควบคู่กับความมั่นคงของประเทศในรัฐไทยยิ่งเข้าสู่โหมดยากขึ้นก็เป็นได้  





              นิยามของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติและแนวทางแก้ไขปัญหาทั่วไปนั้น “กฤษฎา บุญราช” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติและสิทธิในความเป็นพลเมืองของรัฐไทย” ว่า นักวิชาการด้านสถานะบุคคลของไทยได้แยกคำดังกล่าวออกเป็นสองคำ และกำหนดนิยามคำว่า “คนไร้รัฐ” หรือ Stateless persons ว่าหมายถึง คนที่ไม่ถูกบันทึกรายการบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก ส่วนคำว่า “คนไร้สัญชาติ” หรือ Nationalityless persons หมายถึง คนที่ไม่ได้รับการบันทึกในสถานะคนถือสัญชาติของรัฐใดเลยบนโลกใบนี้ กล่าวคือ ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนชาติของรัฐใดเลย            รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบาย มาตรการ และวิธีการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติของคนไร้รัฐไร้สัญชาติกลุ่มต่างๆ ได้แก่ 1. การแก้ไขปัญหาบุคคลที่ไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ให้นายทะเบียนสามารถจัดทำทะเบียนราษฎรให้กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติได้เหมือนประชาชนไทยทั่วไป คือ 1) รับแจ้งเกิดหรือจดทะเบียนการเกิดและออกสูติบัตรให้กับคนที่เกิดในราชอาณาจักรไทยทุกคน ไม่ว่าบิดามารดาของเด็กจะเป็นคนต่างด้าวประเภทใด มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่ก็ตาม 2) การจัดทำทะเบียนประวัติคนไร้รัฐไร้สัญชาติตามมติคณะรัฐมนตรี และตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร (มาตรา 38 วรรคสอง) 3) การจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย และบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน      2. การแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิอาศัยในประเทศไทย เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ซึ่งมีสถานะเป็นคนที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง รัฐบาลจึงได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ออกมติคณะรัฐมนตรีให้คนไร้รัฐไร้สัญชาติ สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้โดยถูกต้อง เช่น การได้สิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวในระหว่างรอการดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่น การดำเนินการให้สถานะบุคคล หรือรอการส่งกลับประเทศเดิมตามข้อตกลงระหว่างประเทศ การให้คนไร้รัฐไร้สัญชาติที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามมติคณะรัฐมนตรี ได้รับสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ขอใบสำคัญถิ่นที่อยู่)

 

  3. การแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติสำหรับบุตรของคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 และ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 ซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายกรณีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบุคคลนั้นๆ ซึ่งเป็นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนที่จำเป็น นอกเหนือจากการได้รับสถานะบุคคลตามกฎหมาย ประกอบด้วยสิทธิของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ 5 ด้าน ได้แก่
1) ด้านการรักษาพยาบาล
2) ด้านการศึกษา
3) ด้านการประกอบอาชีพ ทำให้สามารถทำงานได้ทุกประเภท
4) ด้านการอยู่อาศัยและการเดินทาง ให้ออกนอกเขตจังหวัดได้และย้ายภูมิลำเนาได้หากจำเป็น 
5) ด้านการก่อตั้งครอบครัว ทั้งจดทะเบียนสมรส และการรับบุตรบุญธรรม                ปลัดกระทรวงมหาดไทยยอมรับว่า ปัญหาและอุปสรรคของการแก้ปัญหาคนไร้รัฐ คือ เคลื่อนย้ายประชากรข้ามชาติยังมีอย่างต่อเนื่อง กฎหมายและนโยบายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะเฉพาะ จากปากคำของตัวแทนกระทรวงมหาดไทย จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ไทยไม่ได้ล้มเหลวต่อการแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่ถือว่าสำเร็จ เรื่องนี้ในมุมของ ”กาญจนา ภัทรโชค” อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ในส่วนของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ มีมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง คือ อนุสัญญาเกี่ยวกับสถานะของบุคคลไร้รัฐ ปี 2497 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อดูแลให้บุคคลไร้รัฐ ให้สามารถเข้าถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานได้ โดยมีการกำหนดนิยามของการเป็นบุคคลไร้รัฐ ในฐานที่เป็น “บุคคลที่มิได้รับการรับรองการเป็นพลเมือง หรือบุคคลที่มีสัญชาติของรัฎฐาธิปัตย์ใดๆ” โดยอนุสัญญาจะกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำด้านสิทธิมนุษยชนที่พึงปฏิบัติต่อบุคคลไร้รัฐ ครอบคลุมถึงสิทธิทางการศึกษา การประกอบอาชีพ หรือการทำงาน และการมีที่อยู่อาศัย รวมถึงการได้รับการกำหนดอัตลักษณ์ตัวตน เอกสารในการเดินทาง และการสนับสนุนช่วยเหลือต่างๆ ณ ปัจจุบัน มีรัฐภาคีทั้งสิ้น 89 ประเทศ                โดยส่วนใหญ่อยู่นอกภูมิภาคเอเชีย (ยกเว้นฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้) เนื่องจากเกิดขึ้นภายหลังการอพยพของกลุ่มคนในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และอนุสัญญาการลดภาวการณ์ไร้รัฐ ปี 2504 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะการไร้รัฐ พร้อมกับการลดจำนวนของประชากรที่เผชิญปัญหาการไร้รัฐ โดยเป็นกรอบการปฏิบัติงานระหว่างประเทศที่ดูแลสิทธิของบุคคลทั้งปวงในการถือครองสัญชาติ อนุสัญญากำหนดให้มีกรอบกฎหมาย หรือนโยบายการกำหนดสัญชาติ (และสถานะบุคคลทางกฎหมาย) เพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวการณ์ไร้รัฐตั้งแต่เกิด รวมถึงการดำรงชีวิตในช่วงต่างๆ โดยมีข้อบทสำคัญที่กำหนดให้เด็กได้รับสัญชาติจากประเทศที่ตนเองถือกำเนิดขึ้น ในกรณีที่เด็กนั้นๆ มิสามารถได้รับสัญชาติจากประเทศอื่นใด นอกจากนั้น ยังกำหนดมาตรการสำคัญในการป้องกันการเกิดภาวะการไร้รัฐเนื่องจากการถูกถอนสัญชาติ และการแบ่งแยกดินแดน (การเกิดประเทศใหม่) พร้อมกับกำหนดลักษณะเหตุการณ์จำเพาะที่รัฐสามารถเพิกถอนสัญชาติของบุคคลนั้นๆ โดยจะต้องมิทำให้บุคคลดังกล่าวกลายเป็นคนไร้รัฐ ณ ปัจจุบัน มีรัฐภาคีทั้งสิ้น 68 ประเทศ โดยไม่มีประเทศในภูมิภาคเอเชียที่เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว ในขณะที่อาจจะมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยในการพิจารณาเข้าเป็นภาคี เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งเรื่องความพร้อมของกฎหมาย หรือมาตรการในประเทศ และยังสร้างภาระผูกพันทั้งการรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการ แต่ทั้งนี้ ตราสารสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องการจัดการการไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่ง ณ ปัจจุบันประเทศไทยพิจารณาถอนข้อสงวนที่เกี่ยวกับสถานะบุคคล หรือการยึดหลักการเรื่องการไม่ผลักดันกลับไปสู่ภัยความตาย หรือการถูกประหัตประหาร ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ซึ่งสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการพัฒนาการจดทะเบียนการเกิดเป็นอย่างมาก              แต่ก็ยังมีข้อท้าทายทั้งเรื่องการถือครองที่ดิน ที่ทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิทางการศึกษา สิทธิในการเดินทาง หรือการเคลื่อนย้าย “ข้อท้าทายที่เห็นสถานการณ์ของการบังคับให้พลัดที่ซึ่ง UNHCR ศึกษาไว้พบว่า มีผู้ถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่เฉลี่ยทั่วโลกราว 20 คน/นาที ดังนั้น สถานการณ์ของผู้แสวงหาที่พักพิงในเขตเมืองจะมีมากยิ่งขึ้น เป็นกลุ่มที่เดินทางเข้าเมืองถูกต้องตามกฎหมาย และอาจจะอยู่นานกว่ากำหนด เพื่อแสวงหาช่องทางในการอยู่อาศัยในเมืองในลักษณะต่างๆ ในส่วนนี้มีความจำเป็นต้องหาแนวทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหา อย่าง มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 มกราคม 2560 เรื่องการจัดทำกลไกการคัดกรองบุคคลก็ทำได้โดยอาจจะหาแนวทางใช้ประโยชน์จากบุคคลดังกล่าวด้วย ซึ่งตอนนี้ข้อกังวลของโลก คือ กำลังจับตามองว่า แล้วเราจะดูแล ชาวเขา ชาวเล ซึ่งไม่ได้เพิ่งอพยพ แต่เกิดและอยู่ในประเทศไทยมานานมากแล้ว ถึงจะยังไม่ได้สัญชาติตามกฎหมายแต่ที่ดิน ทำกินต้องมีให้คนกลุ่มนี้ เพราะการจำกัดที่ดิน ที่ทำกิน ก็ไม่ต่างจากการผลักดันให้เขาสิ้นหนทางอยู่อาศัย” นอกจากทางออกของการแก้ปัญหาที่ต้องเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว ขยับเข้ามาให้เข้าใกล้สังคมไทยมากขึ้น “นฤมล อรุโณทัย” จาก สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างความไร้รัฐ ไร้สัญชาติของชาวเลและมันนิในทางภาคใต้ว่า ชาวเลนั้นอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยมานานหลายชั่วอายุคน โดยกลุ่มที่มีปัญหาสถานะมาก ๆ คือ มอแกน ซึ่งมีวิถีการเคลื่อนย้ายอพยพ และต้องเผชิญสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งด้านสิทธิและสถานะบุคคล การถือครองทรัพยากรธรรมชาติ การทำงานหรือประกอบอาชีพเสี่ยง การถูกหลอกในลักษณะต่างๆ การถูกทำให้ด้อยค่า (dehumanizing) 
             ปัญหาอุปสรรคในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลหรือบริการด้านสาธารณสุขและการสร้างเสริมสุขภาพ (ทั้งนี้ พบประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อาทิ การพระราชทานนามสกุล “กล้าทะเล”) การประสานงานระหว่างสถาบันการศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะของกลุ่มมอแกน ในส่วนของมันนิ ซึ่งมีวิถีชีวิตโยกย้าย พบว่าสถานการณ์ ณ ปัจจุบันจากการเบียดขับของการพัฒนา การแย่งชิงการถือครองทรัพยากรทำให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิต มานิมีการเปลี่ยนแปลงทั้งการอยู่อาศัยแบบทับ (ที่พักชั่วคราว) กระท่อม (การย้ายตามฤดูกาล) หรือพื้นที่ถาวร ซึ่งมีความสัมพันธ์/การติดต่อสื่อสารกัน ในส่วนของสัญชาติหรือสถานะบุคคลยังมีหลายกลุ่มที่ประสบปัญหา “เท่าที่ฟังสถานการณ์ของยุโรป คือ การช่วยเหลือคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติของเขานั้นเน้นที่กลุ่มอพยพและร่วมกันในนามของสหภาพ ซึ่งไม่ได้แบกรับลำพังประเทศใดประเทศหนึ่ง อย่างออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส การเข้ามาของผู้อพยพเขาดูแลได้ ซึ่งประเทศฝั่งนี้อาจจะมีชนกลุ่มน้อยไม่มากเท่าประเทศไทย ดังนั้นกรณีของไทย เราต้องมาคิดว่าทำไมปัญหาชาวเลแก้มา 10 กว่า ปีแล้วยังเหมือนเดิม ทั้งที่ข้อมูลพร้อมแล้ว หลายอย่างพร้อมแล้ว แต่สิทธิที่ดิน ถือครองไม่มี ทั้งที่หลักฐานพิสูจน์การตั้งถิ่นฐานและการเคลื่อนที่ในทะเลไทยก็มีมานาน ดังนั้นอาจจะต้องมามองว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะให้สัญชาติเขาแล้วให้สิทธิเขาดำรงชีวิตแบบเดิมของเขา โดยไม่บังคับให้เขามีสัญชาติและใช้ชีวิตแบบคนเมืองมากไป ซึ่งตรงนี้ต้องหาทางออก แต่ตอนนี้บางที่ไม่มีแม้สิทธิจะสร้างบ้าน ออกเรือ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับทางแสกนดิเนเวียร์แล้ว ประเทศทางนั้น อย่างนอร์เวย์ เขาไปไกลจนถึงขั้นให้สิทธิชนเผ่าออกกฎดูแลตัวเองแล้ว ปกครองตัวเองและมีการจัดการทรัพยากรที่ลงตัว”                 “สันติพงษ์ มูลฟอง” ประธานมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวว่าปัจจุบัน ประเทศไทยมีข้อเสนอมากมายรวมทั้งมีนโยบายและกฎหมายที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง แต่ในทางปฏิบัติการ และในระดับการตัดสินใจนั้นยังเป็นปัญหา เช่น เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้ มีทั้งแบบอ้างคำสั่งผู้บริหารระดับสูง อ้างอยากเห็นหนังสือสั่งการบ้าง แต่บางคนไม่ทำอาจจะเพราะไม่เข้าใจหลักการ หลายครั้งเราจึงมักเห็นการทำงานนั้นล้มเหลว แม้ว่ามีกฎหมายพร้อม นโยบายดีก็ตาม ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งจัดอบรมหรือดูแลเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการด้วย อย่างกรณี เด็กรหัส G หรือ เด็กและเยาวชนที่อยู่ในสถานศึกษา และไม่มีเอกสารพิสูจน์ตัวบุคคล ตอนนี้ทางองค์กรฯ สำรวจพบตัวเลขกว่า 90,000 ราย ยังประสบปัญหาการพัฒนาสถานะบุคคลตามกฎหมายไทย ทั้งที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เรื่องพิจารณาสิทธิในสัญชาติตามหลักดินแดน (มาตรา 7 ทวิ) มาใช้นานแล้ว แต่การขอพัฒนาสถานะไปสู่การได้รับสัญชาติยังยาก การสะท้อนสถานการณ์ และอุปสรรคของการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเทศไทย ช่วยให้เห็นช่องโหว่การใช้กฎหมายและนโยบายต่างๆได้ก็จริง แต่ประเทศไทยยังอยู่ในยุคการปกครองที่แฝงด้วยอำนาจหลายอย่าง เช่น อำนาจทุน อำนาจรัฐ และบางครั้งอำนาจทั้งสองประการนำมาสู่การเอารัฐ เอาเปรียบคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติได้ง่าย เช่น กรณีการจำหน่ายบัตรในชนกลุ่มน้อย กรณีการปล่อยให้เอกชนโกงหรือรุกที่ดินชาวเล และที่ดินสาธารณะโดยที่อำนาจทางกฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้ เป็นต้น ดังนั้นก่อนการอุดช่องโหว่ของปัญหาไทยอาจจะต้องมองที่การปฏิวัติอำนาจให้อยู่ในขอบเขตเสียก่อน





: สำนักข่าวชายขอบ   แหล่งที่มา : http://transbordernews.in.th/home/?p=17230

จากเหนือจรดใต้ของประเทศไทยนั้นเรามักได้ยินความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นต่อชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย และคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเด็นที่แตกต่างกันออกไป อย่างกรณีชาวเล (มอแกน มอแกลน อูรักลาโว้ย) ชาวมันนิ ไทยพลัดถิ่น ในทางภาคใต้ก็มักเผชิญกับปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิทำกินและที่อยู่อาศัย หรือขึ้นไปเหนือเรื่องราวของผู้เฒ่าไร้สัญชาติและเด็กไร้สัญชาติที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมาหลายทศวรรษ ก็ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนเพื่อเป็นไทยอย่างเป็นทางการ ส่งผลถึงการใช้ชีวิตหลายอย่าง เช่น การศึกษา การรับบริการสาธารณะสุข การประกอบอาชีพ  

"หนูจะต้องได้สัญชาติไทยสักวันหนึ่ง"

Wed, 2017-06-28 14:08
                 น.ส.อาแผ่ คาล่า บอกเล่าเรื่องราวครอบครัวให้ฟังว่าพ่อกับแม่เป็นชาวบ้านแตงภู หรือบ้านซาก้า ในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งขณะที่อาศัยอยู่ที่นั่น เกิดการสู้รบระหว่างทหารรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อย และมาเกณฑ์ผู้ชายในหมู่บ้านไปเป็นทหารและลูกหาบ รวมถึงออกคำสั่งให้ชาวบ้านส่งเสบียงให้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และอยู่ด้วยความหวาดกลัว พ่อกับแม่จึงตัดสินใจอพยพเดินทางเข้ามายังฝั่งไทยผ่านชายแดนที่บ้านปางมะหัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มาเป็นลูกจ้างเฝ้าสวนให้กับชาวบ้านที่บ้านปางมะหัน จนกระทั่งปี พ.ศ.2537 พ่อกับแม่ก็อพยพมาอยู่ที่บ้านแม่หม้อ ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย แม่จึงได้คลอดหนู จากหลักฐานทางทะเบียนได้ระบุเกิดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2537 ในประเทศไทย หลังจากอาแผ่ อายุได้ประมาณ 1 ปี พ่อก็ต้องคดียาเสพติด ทำให้ภาระต้องตกอยู่ที่แม่ ผ่านไป 6 ปี แม่จึงตัดสินใจแต่งงานเป็นภรรยาน้อยของชายชาวอาข่าในหมู่บ้าน หลังจากแต่งงานแล้ว 3 ปี แม่ได้ย้ายไปอาศัยกับสามีใหม่ที่บ้านเล่าหวาง ซึ่งเป็นหมู่บ้านบริวารของบ้านแม่หม้อ เรื่องการเรียน อาแผ่ เรียนชั้นอนุบาล - ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนบ้านแม่หม้อ แต่จุดเปลี่ยนชีวิต คือ เมื่อช่วงใกล้เรียนจบ ม.3 ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อดีกับชีวิต เพราะช่วงนั้นเริ่มมีโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐในเมืองเชียงราย มาแนะแนวการศึกษาต่อ แต่ว่าค่าเทอมสูงมากไม่สามารถเรียนได้ จนกระทั่งใกล้เปิดภาคเรียนได้เดินทางไปรับวุฒิการศึกษาที่โรงเรียนบ้านแม่หม้อ คุณครูที่โรงเรียนได้สอบถามถึงเรื่องการเรียนต่อว่าอยากไปเรียนต่อสายอาชีพที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการเชียงราย หรือไม่ ถ้าอยากเรียนและต้องการไปครูจะติดต่อเพื่อน ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนนั้นพร้อมกับจะหาทุนการศึกษา จึงตัดสินใจเดินทางเข้าตัวเมืองเชียงราย มาสมัครเข้าเรียนต่อ พร้อมกับได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิการกุศลแห่งหนึ่งในเชียงราย ซึ่งมูลนิธิฯ แห่งนี้จะจ่ายค่าเทอมให้ทั้งหมด ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นั้นต้องรับผิดชอบคนเดียว พอช่วงเรียนในปีที่ 2 ได้ไปหารายได้เสริมโดยทำงานรับจ้างขายของที่ไนท์บาซ่าร์ เชียงราย ในช่วงกลางคืน เช่น ขายเสื้อผ้า เป็นต้น ได้รับค่าจ้างวันละ 120 บาท ทำให้พอมีเงินสำหรับใช้จ่ายขณะเรียนหนังสือ รวมถึงได้เป็นคนดูแลหอพัก จึงได้สิทธิ์อาศัยอยู่หอพักของโรงเรียนฟรี ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่สุด การเรียนหนังสือในระดับอาชีวศึกษา แม้จะไม่มีสัญชาติไทย แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับเพื่อนร่วมห้อง ทุกคนเป็นเพื่อนกันได้ตามปกติมีแต่เพียงข้อสงสัยของครูเกี่ยวกับเลขบัตรประจำตัว 13 หลัก ที่เป็นเลข 6 เพราะมีความแตกต่างจากเพื่อนในห้อง จึงได้อธิบายให้ครูว่าเป็นคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย แต่ที่เป็นปัญหาหนักมากก็คือไม่สามารถกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เรียนได้เหมือนคนอื่น ทั้งที่ฐานะทางบ้านก็ลำบากและยากจนมาก แต่ก็ไม่มีสิทธิกู้ยืมเงิน กยศ. เพราะไม่มีสัญชาติไทย ด้านการเดินทางต้องพกบัตรประจำตัวนักศึกษาทุกครั้ง เนื่องจากการเดินทางออกนอกเขตอำเภอ ต้องขอหนังสืออนุญาตออกนอกพื้นที่ แต่บางครั้งก็ไม่ได้ไปขอฯ เมื่อถูกเรียกตรวจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะหยิบบัตรประจำตัวนักศึกษาเป็นส่วนใหญ่ ด้านการรักษาสุขภาพ มีบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ซึ่งสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้ที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน หรือที่โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง  และสามารถใช้ได้ในโรงพยาบาลรัฐที่อื่น ๆ  แต่สามารถใช้ต่างพื้นที่ได้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น             ชีวิตของอาแผ่ เริ่มเรียนรู้เรื่องสิทธิพลเมือง เรียนรู้เรื่องปัญหาการไร้สัญชาติมากขึ้น จริงๆ จังๆ ก็ในช่วงวัยใกล้อายุครบ 20 ปี ก่อนหน้าที่เรียนอยู่ชั้น ม.3 ทราบจากการประกาศของผู้ใหญ่บ้านว่าหนูมีคุณสมบัติในการขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แต่ยังไม่สามารถขอสัญชาติไทยได้ เนื่องจากพ่อแม่เกิดที่ประเทศพม่า ต้องรอให้บรรลุนิติภาวะก่อน ถึงจะไปดำเนินการเองได้ ตั้งแต่นั้นมาไม่ได้ดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2557 เมื่ออายุครบ 20 ปี จึงตัดสินใจเข้าไปสอบถามที่สำนักทะเบียนอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้แนะนำว่าการขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แต่ต้องพาพยานรู้เห็นการเกิดมาสอบปากคำในการทำหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) ก่อนถึงจะยื่นคำร้องขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง จากนั้นจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวตั้งแต่การทำหนังสือรับรองการเกิดโดยพาพยานที่รู้เห็นการเกิด ผู้ทำคลอด และผู้ปกครองมายืนยันการเกิด ตอนเริ่มแรกก็ผ่านพ้นไปด้วยดี แต่เมื่อถึงวันนัดหมายให้มารับหนังสือรับรองการเกิด เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าหนังสือรับรองการเกิดหาย ให้นำพยานรู้เห็นการเกิดมาสอบปากคำเพื่อออกหนังสือรับรองการเกิดใหม่ ตอนนั้นไม่ได้มีความรู้ ไม่เข้าใจ จึงได้ดำเนินการขอทำหนังสือรับรองการเกิดใหม่ หลังจากสอบพยานรู้เห็นการเกิดเสร็จจนกระทั่งได้หนังสือรับรองการเกิดก็ได้ยื่นคำร้อง มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เสร็จเรียบร้อย โดยระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้แนบหนังสือรับรองการเกิดฉบับจริงไว้ในคำร้องฯ ด้วย ทำให้ตัวเองรู้สึกกลัวว่าจะเกิดการสูญหายรอบสองอีก พยายามพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอเอกสารหนังสือรับรองการเกิดฉบับจริงให้เจ้าตัวเก็บ แต่ถูกปฏิเสธการให้ โดยอ้างว่าถ้าเอกสารหนังสือรับรองการเกิดสูญหาย เจ้าตัวต้องรับผิดชอบ และอาจจะส่งผลต่อคำร้องฯ ที่ยื่นมีความล่าช้า จึงได้ตัดสินใจไปปรึกษากับปลัดอำเภอ และได้รับคำตอบว่าปลัดยินดีเซ็นรับรองในคำร้องฯ และให้เอกสารหนังสือรับรองการเกิดฉบับจริง แต่ไม่ทราบว่าทางจังหวัดจะยอมรับหรือไม่ ซึ่งตอนนี้คำร้องอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของจังหวัดเชียงราย          อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่คอยให้กำลังใจ คอยดูแลประสานงานในการดำเนินเรื่องขอสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านที่เคยแจ้งข่าวให้ทราบ ศิษยาภิบาลในโบสถ์บ้านแม่หม้อที่คอยแนะนำ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่อำเภอ และพยายามหาทางช่วยเหลือ รวมถึงมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) ที่คอยให้ความรู้ในข้อกฎหมายสัญชาติ ขั้นตอนกระบวนการ และการประสานงานระหว่างอำเภอในการอำนวยความสะดวกจนกระทั่งการช่วยเหลือติดตามความคืบหน้าของคำร้องฯ อาแผ่ ก็เหมือนคนไร้สัญชาติทั่วไปที่ต่างตั้งความหวังเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งตนเองจะได้รับสัญชาติไทย เนื่องจากตนเกิดในประเทศไทย เพราะการมีสัญชาติไทยทำให้ตนได้รับสิทธิ์ที่ควรได้รับ และเป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์                                                                                                                         แหล่งที่มา : มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส)  

 

สำหรับเจ้าหน้าที่

   

จำนวนผู้เข้าชม

เริ่มนับตั้งแต่ วันที่ 1 ก.ค. 2554