Error message

User warning: The following module is missing from the file system: imagcache_actions. For information about how to fix this, see the documentation page. in _drupal_trigger_error_with_delayed_logging() (line 1128 of /home/bannok/domains/bannok.com/public_html/includes/bootstrap.inc).

ข่าวสารจาก stateless4child.net

Subscribe to ข่าวสารจาก stateless4child.net feed
Updated: 2 hours 3 min ago

จัดกิจกรรมวันเด็กบนดอยแม่สลอง หลายฝ่ายร่วมหาทางออกเด็กไร้สัญชาติ

Thu, 2017-01-26 11:11

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2560 ที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและสตรี มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพชภ.ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมวันเด็ก “เด็กใกล้ฟ้า” โดยมีเด็กชาติพันธุ์ต่างๆ พร้อมด้วยผู้ปกครอง อาทิ ม้ง อาข่า ลีซอ เมี่ยน ลาหู่ ฯลฯ เข้าร่วมกว่า 200 คน สำหรับกิจกรรมทั่วไปมีลานกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและส่งเสริมกิจกรรมเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ กิจกรรมงานศิลปะโดยศิลปินในโครงการศิลปะชุมชน กิจกรรมที่ปรึกษาด้านกฎหมายสำหรับผู้ที่มีปัญหาสถานะบุคคลฝ่ายกฎหมายของ พชภ.และภาคี ลานตรวจสุขภาพฟันโดยโรงพยาบาลแม่จัน ลานส่งเสริมอาหารท้องถิ่น ลานส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ลดโรค ฯลฯ ลานดนตรีโดยกลุ่มหลืบผา พร้อมทั้งมีซุ้มแจกของเล่นและอาหารอีกมากมาย

นอกจากกิจกรรมข้างต้นแล้ว ยังมีเวทีเสวนาสถานการณ์ปัญหาสถานะบุคคล โดยมีนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และรองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และตัวแทนเยาวชนผู้มีปัญหาสถานะบุคคลเข้าร่วมสะท้อนปัญหาและเสนอแนะการหาทางออกต่อเรื่องดังกล่าวด้วย

นางเตือนใจกล่าวว่า ปัญหาสถานะบุคคลบนดอยแม่สลองนั้นมีปัญหาตั้งแต่เด็กแรกเกิดกระทั่งผู้สูงอายุ ที่ พชภ.เรียกว่า ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ โดยในส่วนมากการแก้ปัญหาสถานะบุคคลมักติดขัดที่กระบวนการสำรวจและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่บางครั้งเงื่อนไขก็มีความซับซ้อนเกินไป อย่างกรณีผู้เฒ่านั้น บางรายอายุมากกว่า 90 ปีก็ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย เพียงเพราะเงื่อนไขการขอสัญชาติไทยนั้นต้องมีการตอบคำถามหลายข้อ ซึ่งบางครั้งผู้เฒ่าตอบคำถามได้ไม่ดี และใช้ภาษาไทยไม่คล่อง ทำให้ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย

นางเตือนใจกล่าวว่า หากมีการอนุโลมจะสามารถช่วยได้ แต่ในกรณีเยาวชนและเด็กนั้น เมื่อปี 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) อีกทั้งให้คำมั่นแล้วว่าจะร่วมกันแก้ปัญหา โดยวางเป้าหมายว่าในอนาคตประเทศไทยก็จะไม่มีคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และทาง UNHCR เองก็เคยได้ทำกิจกรรมรณรงค์ที่กรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซียมาแล้ว ซึ่งประเทศไทยมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนธันวาคม 2559 ออกมาอีกครั้ง

ดังนั้น ในอนาคตก็คือ ประเทศไทยจะต้องเร่งสำรวจตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะบุคคล ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้หมด จากนั้นก็มาดำเนินเรื่องเพื่อขอสัญชาติต่อไป อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกคนทราบว่า กรณีปัญหาสถานะบุคคลเป็นปัญหาสากลที่ทั่วโลกต้องร่วมกันแก้ ซึ่ง UNHCR ก็ได้ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อมีมติ ครม.ออกมาแล้ว กสม.จะทำตามหน้าที่ต่อไปคือ ตรวจสอบว่ามีหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบ้าง เราจะทำหน้าที่เร่งรัดหน่วยงานนั้นให้ปฏิบัติตามมติ ครม. เพราะว่าเยาวชนและเด็กเป็นกำลังสำคัญของชาติ และวันนี้วันเด็กเราเองอยากให้เด็กๆ ได้รู้สิทธิหน้าที่ของพวกเขาที่จะได้รับก่อนเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต จึงอยากให้กำลังใจลูกหลานพร้อมผู้ปกครองให้เข้าใจสิทธิของตนเองแล้วไปยื่นเรื่องกับอำเภอเพื่อขอขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จ เพื่ออย่างน้อยจะได้มีตัวตนและมีเอกสารประจำตัวเพื่อยื่นขอสัญชาติไทยต่อไปตามกฎหมาย” นางเตือนใจกล่าว

นายอริยะ เพ็ชรสาคร นักกฎหมายจาก พชภ. กล่าวว่า จากการสำรวจสถานะบุคคลของเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 20 ปี ครั้งล่าสุดของตำบลแม่สลองนอก พบผู้มีปัญหาสถานะบุคคลแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ไม่มีเอกสารเกิดในประเทศไทยจำนวน 5 ราย ไม่มีเอกสารเกิดนอกประเทศไทย จำนวน 17 ราย มีเอกสารทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (แบบ 89/1) จำนวน 5 ราย เด็กเกิดใหม่มีบัตรบุคคลไม่มีสัญชาติไทยจำนวน 9 ราย ซึ่งวันนี้ก็มีผู้เข้ามาปรึกษาเรื่องสถานะบุคคลเพิ่มเติม โดยทาง พชภ.จะร่วมมือกับส่วนท้องถิ่นแล้วเร่งรัดสำรวจต่อไป แต่กรณีผู้มีเอกสารครบทาง พชภ.จะพาไปดำเนินการขอสัญชาติไทย เพราะส่วนมากคือมีเอกสารแจ้งเกิดในไทยแล้ว แม้พ่อแม่จะเป็นบุคคลไร้สัญชาติ เด็กและเยาวชนก็จะได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดน (เพราะเกิดในประเทศไทย) ตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 1 พระราชบัญญัติสัญชาติ

ด้านเด็กหญิงนราธร หวุ่ยยือ ชาติพันธุ์อาข่า อายุ 12 ปี กล่าวว่า ตนเกิดในโรงพยาบาลแม่จัน จังหวัดเชียงรายแต่ยังไม่ได้บัตรประชาชนไทย ยังไม่ได้สัญชาติไทย จึงอยากขอร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือ เพราะอยากจะเติบโตไปมีอาชีพที่ดีในอนาคต

นางสาวจรรยา ไชยบุญลือ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพนาสวรรค์เปิดเผยว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน (เลขประจำตัว 13 หลัก) ประมาณ 23 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 140 คน ทางโรงเรียนได้สำรวจพบว่า มีเพียง 8 คนที่ทางหมู่บ้านได้จัดทำข้อมูลขอเอกสารสำคัญเพื่อยื่นเรื่องขอมีบัตรประจำตัวบุคคลไร้สถานะ แต่ว่าทางอำเภอได้ตีกลับเอกสาร เหตุเพราะมีการแจ้งชื่อซ้ำ จึงไม่สามารถดำเนินการขอมีบัตรประจำตัวได้ อย่างไรก็ตาม ทางโรงเรียนได้รับคำสั่งจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนที่ไร้สัญชาติ ไร้สถานะทางทะเบียน โดยกลุ่มเป้าหมายแรกคือนักเรียนทุนในพระราชานุเคราะห์, นักเรียนในโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทางโรงเรียนอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งคาดว่าทางฝ่ายกฎหมายของ พชภ.จะช่วยให้ความร่วมมือในการติดตามสำรวจข้อมูลและแก้ปัญหา

“เราเป็นครู เราอยากให้นักเรียนได้รับสัญชาติไทยและมีบัตรแสดงสถานะ เพราะอยากเห็นเขาได้เรียนต่อระดับชั้นสูงขึ้นและมีอนาคต มีอาชีพที่ดี อีกทั้งได้รับการบริการจากภาครัฐด้วย แต่ว่ายังติดขัดปัญหาหลายอย่าง เราต้องมาดูทีละส่วน” นางสาวจรรยากล่าว

นายอริยะ นักกฎหมายมูลนิธิ พชภ. กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ เด็กๆ ที่อยู่ในเกณฑ์การขอมีเลขประจำตัว 13 หลักที่ได้รับการสำรวจแล้วโดยผู้ใหญ่บ้าน และมีหลักฐานใบรับรองการเกิดแล้วว่าเกิดในประเทศไทย กลุ่มนี้ยังมีอยู่หลายราย ทาง พชภ.อยากเร่งดำเนินการขอออกบัตรประจำตัวบุคคลไร้สถานะทางทะเบียนเพื่อให้ได้รับเลข 13 หลักก่อน จากนั้นค่อยยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยต่อไป ซึ่งเด็กๆ ในตำบลแม่สลองนอกส่วนมากก็เข้าข่ายอาศัยอยู่ในประเทศไทยที่มีพ่อแม่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 15 ปี สามารถยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยได้ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 7 ธันวาคม 2559 ที่เพิ่งออกมาใหม่ โดยทาง พชภ.จะเร่งสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

เด็กหญิงหมี่ผ่า โยวเผาะ อายุ 14 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เปิดเผยว่า ตนมีความฝันอยากไปเรียนต่อด้านศิลปกรรมและดนตรี เพราะอยากโตขึ้นเป็นนักร้องมืออาชีพ หรือมีความสามารถด้านวาดภาพและเล่นดนตรี แต่ปัจจุบันยังไม่มีบัตรประชาชน ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฝันจะเป็นจริงไหม เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเดินทางไปไหนไกลจากอำเภอแม่สลองเลย เนื่องจากไม่มีบัตรประจำตัวใดๆ ทั้งสิ้น

“หนูอยากมีบัตรคนไทยนะ พ่อแม่หนูเขาถือบัตรคนต่างด้าวไป-กลับพม่าบ่อยๆ แต่ไม่เคยพาหนูกลับ เพราะว่าหนูไม่มีเอกสาร หนูก็อยากจะมีสิทธิเดินทางไปไหนมาไหนบ้าง” เด็กหญิงหมี่ผ่ากล่าว.

ที่มาสำนักข่าวชายขอบ
ภาพโดยปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์

แหล่งที่มา : http://www.thaipost.net/?q=%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B4...

มื่อวันที่ 14 มกราคม 2560 ที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและสตรี มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพชภ.ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมวันเด็ก “เด็กใกล้ฟ้า” โดยมีเด็กชาติพันธุ์ต่างๆ พร้อมด้วยผู้ปกครอง อาทิ ม้ง อาข่า ลีซอ เมี่ยน ลาหู่ ฯลฯ เข้าร่วมกว่า 200 คน สำหรับกิจกรรมทั่วไปมีลานกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและส่งเสริมกิจกรรมเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ กิจกรรมงานศิลปะโดยศิลปินในโครงการศิลปะชุมชน กิจกรรมที่ปรึกษาด้านกฎหมายสำหรับผู้ที่มีปัญหาสถานะบุคคลฝ่ายกฎหมายของ พชภ.และภาคี

ความหวังที่ยาวนานบนเส้นทางการได้สัญชาติไทย

Wed, 2017-01-04 09:59

คนเราเกิดมาล้วนแต่มีความหวัง ซึ่งอยู่ที่แต่ละคนว่าความหวังนั้นจะเป็นเช่นไร ส่วนตัวหนูเองมีความหวังในการได้สัญชาติไทย ตั้งแต่เด็กมาจนถึงปัจจุบัน อายุราว ๆ ก็ประมาณ 19 ปี ไม่เคยรู้เลยว่าคนที่มีสัญชาติไทยกับคนที่ไม่มีสัญชาติไทยแตกต่างกันอย่างไร จนเมื่อมาถึงจุด ๆ หนึ่งที่ต้องศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เป็นช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมศึกษาปีที่ 6 คือ หนูไม่ได้รับโอกาสเหมือนคนอื่น ๆ เพราะหนูไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าทดสอบความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test หรือ GAT) และความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการ (Professional A Aptitude Test หรือ PAT) เพราะเป็นคะแนนที่ใช้ในการนำไปสอบระบบกลางการรับนักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์กลางในการเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย

หนู ชื่อ น.ส.นุ  แซ่เล่า ปัจจุบันอยู่บ้านเย้าแม่ต๋ำ ม.4 ต.ตาดควัน อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน ซึ่งในครอบครัวของหนูไม่มีใครที่ได้สัญชาติไทยรวมทั้งพ่อกับแม่ แต่อย่างว่าคนเราถ้ามีความหวังแล้วสักวันหนึ่งความหวังนั้นต้องสำเร็จไม่วันใดก็วันหนึ่งถึงแม้จะนานแค่ไหน พอมาถึงปี พ.ศ. 2557 ทราบว่ามียายที่เป็นคนสัญชาติไทย ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543 (ระเบียบ 43) เลข 13 หลัก (8-84) และประกอบกับหนูได้รู้จักมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) จึงพยายามขอคำปรึกษา คำแนะนำ การรวบรวมพยานหลักฐาน/พยานบุคคล ขั้นตอนกระบวนการ ตลอดจนการติดตามความคืบหน้าคำร้อง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้แนะนำว่ากรณีที่ไม่มีเลข 13 หลัก หรือบางคนมีเลข 0-89 ต้องใช้ช่องทางการตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์แล้วขอสัญชาติไทยโดยการเพิ่มชื่อ ซึ่งจะแบ่งเป็นสองชั้น คือ ต้องให้แม่ตรวจ DNA กับยายและเพิ่มชื่อก่อน จากนั้นในชั้นที่สองคือรุ่นลูกตรวจ DNA กับแม่และเพิ่มชื่อตาม จากกระบวนการดังกล่าว ซึ่งต้องประสานไปหายายที่อยู่ อ.วังเจ้า จ.ตาก เพื่อเดินทางมาสอบปากคำประกอบการทำหนังสือส่งตัวตรวจ DNA ที่สำนักทะเบียน อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย ในที่สุดความหวังที่หริบหรี่ปรากฏขึ้นในวันที่ 22 เมษายน 2558 คือแม่หนูได้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หลังจากแม่ได้สัญชาติไทยหนูและพี่ชายพี่สาวอีก 9 คน ก็ไปสอบปากคำประกอบการทำหนังสือส่งตัวตรวจ DNA วันที่ 1 พ.ค. 2558 ประมาณ วันที่ 6 พ.ย. 2558 ผล DNA ออกมาจึงได้ไปยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็มาถึงคือหลังจากหนูและพี่ ๆ 9 พี่น้องได้ตรวจ DNA แม่เสร็จ วันที่ 8 ก.ค. 2558 แม่หนูก็เสียชีวิต โดยโรคร้าย (โรคมะเร็ง) ซึ่งด้วยความยากจน การตรวจ DNA ของพี่น้องหนู ทั้ง 9 คน แต่ละคนต่างไปยืมเงินเขามา พองานศพแม่ เราต้องไปยืมเงินคนอื่นมาอีกก้อนหนึ่ง เพื่อจัดการงานศพของแม่ให้เสร็จสิ้น วันที่ 25 มี.ค. 2559 ผล DNA ของพวกเรา 9 พี่น้องออก จึงได้ไปเพิ่มชื่อยังสำนักทะเบียนที่มีฐานข้อมูลอยู่  แต่ปรากฏว่ากระบวนการเพิ่มชื่อเข้าไปในระบบฐานทะเบียนราษฎร ของพี่ ๆ 7 คน ผ่านไปได้ด้วยดี เหลือหนูกับพี่ชายอีก 1 คน พบว่า การสำรวจบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ( 0-89 ) ที่สำรวจสมัยเรียนในโรงเรียน เมื่อหลายปีก่อน ได้รับการอนุมัติ แต่เราไม่เคยทราบเรื่องเลย ประกอบกับไม่เคยถ่ายบัตรประจำตัวด้วย  จึงไม่สามารถเพิ่มชื่อได้ ปลัดสำนักทะเบียน อ.พญาเม็งราย จึงได้ทำหนังสือไปยังสำนักทะเบียนกลางเพื่อขอจำหน่ายรายการเลข 13 หลัก  หนูต้องรออีก รอแล้วรอเล่า รอแบบไม่มีความหวัง จนพี่ชายต้องขอความช่วยเหลือไปยังมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูงอีกครั้ง เพื่อให้ช่วยติดตามไปยังสำนักทะเบียนกลาง จนวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ได้รับการประสานจากทีมงานมูลนิธิฯ ว่าทางสำนักทะเบียนกลางได้จำหน่ายเลข 0-89 แล้วให้พวกหนูไปดำเนินการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนในวันที่ 15 ธ.ค. 2559   

 หนูรู้สึกดีใจมาก คิดแล้วคิดอีกว่าฝันไปหรือเปล่า เพราะไม่คิดว่าจะมีวันนี้ วันที่ได้สัญชาติไทย เพราะที่ผ่านมาเจอแต่ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ความหวังที่ยาวนานบนเส้นทางสัญชาติไทย” จนหลายครั้งหนูหมดหวังแล้ว แต่อย่างไรก็ตามต้องขอขอบพระคุณทีมงานสถานะบุคคลมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง ทุกท่านที่ค่อยเป็นธุระให้ตลอดในระยะเวลาที่ผ่านมา รวมถึงผู้ใหญ่ใจดี ทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้หนูมาถึงวันนี้ได้ ถือว่าเป็นของขวัญชิ้นใหญ่สำหรับปีนี้ ซึ่งการมีสัญชาติไทยของหนูช่วยให้หนูใช้สิทธิ์ในการสอบเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อไปได้

 

คนเราเกิดมาล้วนแต่มีความหวัง ซึ่งอยู่ที่แต่ละคนว่าความหวังนั้นจะเป็นเช่นไร ส่วนตัวหนูเองมีความหวังในการได้สัญชาติไทย ตั้งแต่เด็กมาจนถึงปัจจุบัน อายุราว ๆ ก็ประมาณ 19 ปี ไม่เคยรู้เลยว่าคนที่มีสัญชาติไทยกับคนที่ไม่มีสัญชาติไทยแตกต่างกันอย่างไร จนเมื่อมาถึงจุด ๆ หนึ่งที่ต้องศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เป็นช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมศึกษาปีที่ 6 คือ หนูไม่ได้รับโอกาสเหมือนคนอื่น ๆ เพราะหนูไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก

อดีตคนไร้สัญชาติ สร้อยสุดา จันทร์ตา

Mon, 2016-12-26 09:23

       ดิฉันชื่อนางสาวสร้อยสุดา  จันทร์ตา เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2538 ณ โรงพยาบาลแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ชั้นปีที่3 คณะครุศาสตร์ เอกวิชาภาษาอังกฤษ ดิฉันอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 57/ช หมู่ 1 ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ดิฉันเคยเป็นอดีตคนไร้สัญชาติ ได้รับสัญชาติไทยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 ถือเป็นวันที่ชีวิตของดิฉันได้รับอิสรภาพ

        ซึ่งกว่าจะได้มาถึง ณ จุดนี้ ดิฉันได้รับความยากลำบากและอุปสรรคในการดำเนินชีวิตไม่น้อยตลอดระยะเวลากว่า10ปี ดิฉันเกิดในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ซึ่งไม่รู้เลยว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับสถานะที่ไร้สัญชาติ ดิฉันก็ยังดำเนินชีวิตต่อไปในสิ่งแวดล้อมที่ล้อมรอบด้วยภูเขา ต้นไม้ ลำธารที่เยือกเย็นประกอบกับเสียงนกร้องเรียกกันไปมา เป็นบรรยายกาศที่หาได้ยากสำหรับในเมืองหลวง ในหมู่บ้านที่ดิฉันอาศัยอยู่มีอาชีพหลักคือเก็บใบชา ครอบครัวของดิฉันเองก็มีอาชีพรับจ้างเก็บใบชาซึ่งไม่ค่อยมีรายได้มากเท่าไร พอเลี้ยงชีพไปวันต่อวัน ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวเล็กๆ มีย่า มีป้า มี พ่อ มีแม่และน้องชาย พ่อของดิฉันเป็นคนไทยลื้อส่วน แม่เป็นคนไทยใหญ่ ทั้งสองคนเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ดิฉันยังไม่เกิด แต่พึ่งได้รับการสำรวจ ทำทะเบียนประวัติชุมชนบนพื้นที่สูงตามแผนแม่บทฯ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ดิฉันคิดว่าอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ดิฉันยังไม่ได้สัญชาติไทย ณ เวลานั้นการไม่มีสัญชาติไทยยังไม่มีผลกระทบอะไรกับชีวิตวามเป็นอยู่จนถึงระยะเวลาที่ดิฉันใกล้จะเรียนจบมัธศึกษาตอนปลายแล้ว ดิฉันก็ยังคงอยู่กับคำว่า รอ ปัญหาของการไม่มีสัญชาติไทยก็เริ่มกระทบต่อการดำเนินชีวติของดิฉัน ดิฉันไม่สามารถกู้ยืมเงินกองทุนเพื่อการศึกษาได้เหมือนเพื่อนๆ  วันหนึ่งครูฝ่ายทะเบียนของโรงเรียนเข้ามาถามว่า “ทำไมหนูไม่มีสัญชาติไทย หนูไม่ได้เกิดในเมืองไทยหรอ” ดิฉันก็อธิบายความเป็นมาให้ครูฟัง จากนั้นครูก็บอกว่า “ตอนนี้มีกฎหมายออกมาใหม่แล้วนะ สำหรับบุคคลที่เกิดในประเทศไทยแต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ให้รีบไปดำเนินการ” ดิฉันจึงมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง จึงรีบไปดำเนินการ และได้ทำหนังสือรับรองการเกิด เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2556 พนักงานที่อำเภอบอกว่าไม่เกิน2 ปี ก็ได้สัญชาติได้แล้ว ดิฉัน และจึงตัดสินใจศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ดิฉันเลือกเรียนคณะครุศาตร์ เอกวิชาภาษาอังกฤษ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเด็กๆในหมู่บ้าน ที่มีความบกพร่องเรื่องของภาษาเป็นอย่างมาก บวกกับประสบการณ์ที่เคยได้รับจากโรงเรียนเดิม ดิฉันคิดว่ามันยังไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดิฉันจึงใฝ่ฝันว่าหากเรียนจบแล้วจะนำความรู้เหล่านั้นไปพัฒนาเด็กๆในหมู่บ้านของดิฉัน

และการไม่มีสัญชาติไทยนึ้ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของดิฉันมากขึ้น ดิฉันกลายเป็นบุคคลที่มีปมด้อยในการใช้ชีวิต รู้สึกได้ว่าตัวเองไม่ค่อยเต็มที่กับการเรียน การทำงาน รวมถึงการทำกิจกรรมต่างๆเหมือนเมื่อก่อน ดิฉันพยายามที่จะไม่คิดถึงมัน พยายามที่จะไม่ให้มันมาขัดขว้างอนาคตที่วาดหวังไว้ แต่มันก็เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของดิฉันเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหารายได้พิเศษ การทำในสิ่งที่ตนเองรัก นั่นคือการร้องเพลง ดิฉันไม่มีโอกาสที่จะเดินสายประกวดอย่างเพื่อน เพราะคำว่า ไร้สัญชาติ จนทำให้ดิฉันท้อ หมดกำลังใจ จากนั้นมาก็ไม่สนใจการร้องเพลงอีกต่อไป เป็นต้น ซึ่งเห็นได้ว่าการไม่มีสัญชาติไทยมีความลำบากและมีผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของดิฉันเป็นอย่างมาก

 

       เมื่อดิฉันได้รับสัญชาติไทย ชีวิตของดิฉันก็เปลี่ยนไป ดิฉันได้รับโอกาสหลายๆอย่างที่เคยใฝ่ฝันไว้ เช่น ได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ  ได้มีรายได้พิเศษจากการสอนพิเศษจากหลายสถาบันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสัญชาติไทย  ที่สำคัญมันทำให้ดิฉันมีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตมากขึ้นอีกทั้งมีกำลังใจในการทำตามความฝันให้เป็นจริงนั่นคือเป็นคุณครู สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบพระคุณทางองค์กร NGO  ที่มีส่วนช่วยทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นเพราะหากไม่มีองค์กรนี้ดิฉันคงไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน

       ดิฉันชื่อนางสาวสร้อยสุดา  จันทร์ตา เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2538 ณ โรงพยาบาลแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ชั้นปีที่3 คณะครุศาสตร์ เอกวิชาภาษาอังกฤษ ดิฉันอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 57/ช หมู่ 1 ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ดิฉันเคยเป็นอดีตคนไร้สัญชาติ ได้รับสัญชาติไทยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 ถือเป็นวันที่ชีวิตของดิฉันได้รับอิสรภาพ

 

สาวใหญ่วอนช่วยหลังรับภาระเลี้ยงเด็กพิการที่ไม่มีสถานะทางทะเบีย

Thu, 2016-12-22 16:22
เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 19 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีหญิงสาววอนขอความช่วยเหลือเนื่องจากต้องเลี้ยงเด็กพิการคนเดียว ไม่สามารถออกไปทำงานที่ไหนได้ทำให้ไม่มีรายได้ ประกอบกับสามีที่เป็นเสาหลักของครอบครัวก็มาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาทำให้ชีวิตตกอยู่ในภาวะลำบากมาก โดยครอบครัวนี้อาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 1/88 ซอย 4 หมู่บ้านการเคหะ หมู่ที่ 14 ต.เจดีย์หัก อ.เมืองราชบุรี หลังรับแจ้งจึงได้ไปตรวจสอบพบนางบุญช่วย มานะ อายุ 53 ปี กำลังดูแลนายธันวา หรือน้องจริงจัง คำแก้ว อายุ 16 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคโปลิโอ แขน ขาลีบ พูดไม่ได้ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ต้องดูแลป้อนข้าว และป้อนน้ำ ซึ่งนายธันวา สามารถรับรู้ได้จากคำพูดที่มีผู้มาสื่อสารด้วย ด้วยการยิ้มและหัวเราะด้วยเท่านั้น   นางบุญช่วย ได้เล่าถึงนายธันวา หรือน้องจริงจัง ว่า แต่เดิมนั้นมีคนมาจ้างให้เลี้ยงน้องจริงจังตั้งแต่อายุ 2 ปี เนื่องจากพ่อแม่ของน้องจริงจังเป็นชาวไทยใหญ่ ไม่มีสถานะทางทะเบียน เมื่อคลอดน้องจริงจังแล้วทำให้ก็ไม่สามารถแจ้งสถานะของน้องได้ ทางคนที่จ้างให้ตนเลี้ยงเกิดความสงสารจึงได้ขอรับมาเลี้ยง และจ้างให้ตนเลี้ยง ต่อมาคนที่มาจ้างเลี้ยงก็ล้มป่วยและเสียชีวิต ทำให้ตนิงกับสามีต้องดูแลน้องจริงจังมาตลอด กระทั่งเมื่อช่วงที่น้องจริงจังอายุ 5-6 ปี ก็เริ่มมีอาการชักเกร็ง แขน ขาเริ่มลีบ ตนเองก็ทำได้เพียงบีบนวดให้ เพราะการจะพาไปรักษาก็ต้องเสียเงินเอง เพราะน้องไม่มีบัตรอะไรเลย จนเมื่อมีอาการมากขึ้นก็เดินไม่ได้ ต้องคอยดูแลตลอด ตนได้ไปแจ้งทาง อบต.เจดีย์หัก และทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อขอบัตรผู้พิการ ก็ไม่มีหน่วยงานไหนทำบัตรผู้พิการให้ได้ ทำให้ต้องเลี้ยงดูเองมาตลอด โดยมีสามีเป็นเสาหลักในการหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว ซึ่งตนนั้นก็รักเหมือนลูกเพราะเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก แต่เมื่อวันที่ 24 พ.ย.59 ที่ผ่านมาสามีของตนเกิดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทำให้ตอนนี้ชีวิตลำบากเพราะไม่มีรายได้อะไรเลย เนื่องจากออกไปทำงานไม่ได้เพราะต้องคอยดูแลน้องจริงจังอยู่ตลอด และไม่รู้ว่าอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไรเพราะเสาหลักของครอบครัวก็ตายไปแล้ว ส่วนตนเองก็ไปทำไม่ได้ จึงอยากวอนผู้ที่ใจบุญได้ช่วยเหลือ ซึ่งตนเองนั้นมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าผ้าอ้อมสำเร็จรูป ค่านมและค่าอาหารเหลว   โดยผู้ที่จะช่วยเหลือสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 09-1862-5148 หรือโอนเงินช่วยเหลือได้ที่ ธนาคารออมสิน สาขารอยัลพาร์ค ชื่อบัญชี น.ส.บุญช่วย มานะ เลขที่บัญชี 020173436096   แหล่งที่มา ข่าว: https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_151872

เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 19 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีหญิงสาววอนขอความช่วยเหลือเนื่องจากต้องเลี้ยงเด็กพิการคนเดียว ไม่สามารถออกไปทำงานที่ไหนได้ทำให้ไม่มีรายได้ ประกอบกับสามีที่เป็นเสาหลักของครอบครัวก็มาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาทำให้ชีวิตตกอยู่ในภาวะลำบากมาก โดยครอบครัวนี้อาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 1/88 ซอย 4 หมู่บ้านการเคหะ หมู่ที่ 14 ต.เจดีย์หัก อ.เมืองราชบุรี 

เสียงจากเด็กตัวน้อย

Mon, 2016-12-19 10:27
เสียงเบาๆจากเด็กชายวัย10 ขวบเมื่อวานตอนไปรอถ่ายบัตรที่อำเภอสบเมย  ในขณะที่แม่ป่วยหนัก ไม่รู้สึกตัวมาเดือนกว่า "ป้าครับช่วยผมด้วยครับไม่รู้ว่าแม่จะอยู่กับผมได้อีกสักเท่าไร  วันนี้แม่ไม่สามารถมาเพิ่มชื่อให้ผมได้  พ่อไม่มีสัญชาติ ช่วยผมด้วยนะครับ"   ทางเจ้าหน้าศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน(DCCN) ได้เข้าไปที่หมู่บ้านแม่สามแลบพร้อมกับเจ้าหน้าที่  ให้แม่พิมพ์ลายนิ้วมือมอบอำนาจให้กับพี่สาวมาทำหน้าที่แทน ในการดำเนินการยื่นคำร้องให้กับ ด.ช.นนทพัทธ์  ธนาวรธ้ญ  วันนี้ได้ถ่ายบัตรแล้วค่ะ              โดย ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน (DCCN)

"ป้าครับช่วยผมด้วยครับไม่รู้ว่าแม่จะอยู่กับผมได้อีกสักเท่าไร  วันนี้แม่ไม่สามารถมาเพิ่มชื่อให้ผมได้  พ่อไม่มีสัญชาติ ช่วยผมด้วยนะครับ" เสียงเบาๆจากเด็กชายวัย10 ขวบ ที่พูดขี้นมาเพื่อขอความช่วยเหลือในขณะที่แม่ป่วยหนัก ไม่รู้สึกตัวมาเดือนกว่า 

ปลดล็อกคนไทยไร้สัญชาติ 4 แสนคน สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทำงานได้ทุกอาชีพ

Thu, 2016-12-01 09:37

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่มีการเรียกร้องให้คนไร้สัญชาติและครอบครัวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนควรได้รับสิทธิ เช่น การได้รับสัญชาติไทย สิทธิการเดินทางในประเทศ และการทำงานที่เสรี เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอย่างมั่นคง

จนเมื่อวันที่ 15 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามมาตรา 13 พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 อนุญาตให้คนต่างด้าวที่อาศัยในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและได้รับการผ่อนผันให้อาศัยเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงบุตรของคนต่างด้าวดังกล่าวที่เกิดในไทย และคนต่างด้าวซึ่งอยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติไทยตามกฎหมาย ทำงานได้ทุกประเภท ยกเว้นต่างด้าวสัญชาติอื่นๆ เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ซึ่งอาจถือเป็นการปลดล็อกจากเดิมที่กำหนดให้คนกลุ่มนี้ทำงานได้เพียง 27 อาชีพเท่านั้น

สิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ขยายความว่า กฎหมายฉบับนี้ออกเพื่อให้ผู้อพยพที่ได้รับการผ่อนผันซึ่งเข้ามาในไทยตั้งแต่โบราณ แต่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เช่น คนพื้นที่สูง คนพลัดถิ่น กลุ่มตองเหลือง ให้สามารถทำงานได้ทุกประเภทตั้งแต่วันนี้ จากเดิมให้เพียง 27 อาชีพเท่านั้น

“ตอนนี้จะเป็นหมอ ทนายความ อะไรทำได้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อจำกัด เพียงหากจะเดินทางไปทำงานพื้นที่อื่นของประเทศควรแจ้งฝ่ายปกครองให้รับทราบเพื่อรู้ถึงสถานะปัจจุบัน ประกาศนี้จะช่วยปลดล็อกทำให้ประเทศไทยมีกำลังแรงงานเข้ามาเติมในอุตสาหกรรมที่ขาดมากขึ้น” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ มองว่า นโยบายนี้ถือว่าเป็นการปลดล็อกปัญหาคนไร้สัญชาติได้ เนื่องจากเรื่องนี้หลายฝ่ายร่วมกันผลักดันมานานกว่า 10 ปี จึงขอชื่อชมว่าเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษย์ชนครั้งแรก

เนื่องจากก่อนหน้านี้บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยถือเป็นคนต่างด้าวแทบจะไม่มีสิทธิทำงาน เว้นเฉพาะงานบางอย่างที่รัฐยินยอม เพราะคนต่างด้าวไร้สัญชาติที่มีจำนวนกว่า 4 แสนคน ในไทยไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นสัญชาติไทย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นชาวเขา ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มชาติพันธุ์ อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงมานานกว่า 40-50 ปี ไม่มีโอกาสติดต่อกับหน่วยงานรัฐ จึงทำให้ไม่ได้รับสัญชาติ แต่คนกลุ่มนี้มีความกลมกลืนกับสังคมไทยมาโดยตลอด

นักสิทธิมนุษยชนผู้นี้ ฉายภาพว่า บุคคลกลุ่มนี้กระจายอยู่ในจังหวัดแนวชายแดน เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมปลูกผัก ปลูกข้าว ปลูกผลไม้ หาของป่า รับจ้างเพื่อเลี้ยงชีพ

ขณะที่เยาวชนรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2548 กฎหมายเปิดโอกาสให้เรียนระดับชั้นต่ำสุดไม่น้อยกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงทำให้เด็กไร้สัญชาติรุ่นใหม่จบปริญญาตรีมากขึ้น แต่หลายคนเมื่อจบการศึกษาแล้วไม่มีโอกาสทำงานตามความรู้ความสามารถเนื่องจากติดขัดข้อจำกัดกฎหมายการทำงาน ฉะนั้นการที่รัฐออกประกาศนี้จะทำให้คนกลุ่มนี้รวมถึงเยาวชนรุ่นใหม่ที่อยู่ประเทศไทยเป็นเวลานานทำงานได้ทุกอาชีพจะเป็นการปลดล็อกปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ จะเป็นการให้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเรื่องการทำงาน และช่วยประเทศพัฒนาแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้มาก

พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนและบุคคลไร้สัญชาติ มองว่า ประกาศที่ออกมามีการใช้ภาษากฎหมายที่ซับซ้อน หากใครไม่เข้าใจเรื่องนี้จริงจังจะทำให้คนที่ไร้สัญชาติกลุ่มหน้าๆ ตกหล่นหายไป ซึ่งมองว่าสิ่งที่ออกมายังไม่สมบูรณ์ ฉะนั้นหากวิธีปฏิบัติไม่ชัดเจนอาจช่วยไม่ได้จริงและอาจเอื้อต่อการทุจริต ประเด็นหลักที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มชาวเขาและชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอาศัยอยู่นาน  นักวิชาการด้านกฎหมาย ระบุว่า หลักการในมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าวที่ใช้ คือ ต้องการใช้กับคนต่างด้าวที่ถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายซึ่งยังไม่มีสัญชาติ แต่ก็มีคนไร้สัญชาติที่ไม่ถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายแต่เป็นคนไร้สัญชาติ เช่น อยู่ในเยาวราช ตรงนี้เป็นอีกกลุ่มที่อยู่ในมาตรา 9 ซึ่งถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว มองว่าคนเหล่านี้ควรจะได้รับสิทธิดีที่สุด

พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า วันนี้ต้องชมเชยกระทรวงแรงงาน สภาความมั่งคงแห่งชาติเพราะคนเหล่านี้ไม่มีประเทศต้นทางเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ฉะนั้นรัฐควรต้องดูแล แต่การแก้ไขปัญหานี้เสนอว่าควรประกาศใช้กลุ่มคนในมาตรา 9 เพิ่มเติม และเขียนกฎหมายให้ชัดเจน เพราะที่ประกาศออกมานี้ใช้เพียงมาตรา 13 ถ้าตั้งเป้าจะช่วยคนไร้สัญชาติทุกคนที่เข้ามานานแล้ว ไม่ควรเลือกปฏิบัติเพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีประเทศต้นทาง ฉะนั้นคนต่างด้าวที่เข้ามานานควรได้รับการพิจารณาที่สุด

“ต่างด้าวแท้ คือ มีรัฐและเจ้าของสัญชาติดูแลจริง แต่นโยบายนี้ควรใช้กับต่างด้าวเทียมที่ไม่มีเจ้าของสัญชาติซึ่งเขาเป็นคนของประเทศไทย เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของคนไทยที่โชคร้าย ฉะนั้นคนกลุ่มนี้ควรได้รับสิทธิการทำมาหากินอย่างสุจริต ไม่ถูกเรียกเก็บเงิน ไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ ซึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลทำมาถูกแล้ว แต่ควรทำให้ชัดเจน” รศ.พันธุ์ทิพย์ กล่าว

 

โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467737

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่มีการเรียกร้องให้คนไร้สัญชาติและครอบครัวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนควรได้รับสิทธิ เช่น การได้รับสัญชาติไทย สิทธิการเดินทางในประเทศ และการทำงานที่เสรี เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอย่างมั่นคง

ชีวิตที่ไร้สัญชาติในรั้วมหาวิยาลัย

Tue, 2016-11-22 16:02
กระผม นายตะชิ ไม่มีชื่อสกุล เป็นชาวกะเหรี่ยงที่ถือบัตรเป็น บัตรประเภทบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ทร.38 ข เลข 13 หลัก ตัวแรกคือเลขศูนย์ รหัสประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน 058048XXXX28 ที่อยู่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เกิดที่หมู่บ้านแม่แพะ ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ประเทศไทย โดยหมอตำแยหมู่บ้าน ในครอบครัวถือบัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนทุกคนมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน การศึกษาเริ่มจากโรงเรียนประถม ป.1-ป.6 ปี พ.ศ.2547-ปี พ.ศ.2552 โรงเรียนบ้านโพซอ ม.1-ม.3 ปี พ.ศ.2553-พ.ศ.2555โรงเรียนบ้านโพซอ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ระดับมัธยมปลายศึกษาต่อในสายวิชาชีพ ปวช.1-ปวช.3 ปี พ.ศ.2555-พ.ศ.2557 สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร วิยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน อ.แม่ทา จ.ลำพูนปัจจุบันเรียนอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนาเชียงใหม่ สาขาวิศวกรรมกระบวนการอาหาร คณะวิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ วิทยาศาสตร์บัณฑิต ชั้นปีที่ 2 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่                            สำหรับชีวิตในมหาวิทยาลัยแม้จะดูเหมือนนักศึกษาที่ได้เรียนเหมือนเพื่อนตามปกติมีสถานะเป็นราษฎรไทย แต่รู้ตัวเองเสมอว่าเรายังไม่ใช่คนที่มีสัญชาติไทย ถ้าหากไม่ดูตามโครงสร้างทางกฎหมายแล้วที่อำนวยความสะดวกทางด้านสวัสดิการทางการศึกษาสำหรับบุคคลไร้สัญชาติให้สามารถศึกษาเล่าเรียนตามความรู้ความสามารถ และสติปัญญา ภายในจิตใจลึก ๆ ที่ตนเองได้ประสบมารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมากเพราะสิทธิที่ควรได้รับกลับน้อยลงอย่างสิทธิในการศึกษาต่อที่ระดับสูงขึ้นไป โดยเฉพาะศึกษาต่อต่างประเทศทางสถานศึกษาเองยังไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างชัดเจน รวมถึงทุนที่จะสนับสนุนการศึกษาเล่าเรียน นอกจากนี้ยังไม่สามารถกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาได้ (กยศ.) รวมถึงทุนรัฐบาล และหลาย ๆ ทุนที่มีเงื่อนไขด้านสัญชาติ ทำให้ต้องหาเงินมาใช้จ่ายด้วยการทำงานตลอด เวลาที่ไม่มีเรียนในขณะเดียวกันต้องเรียนหนังสือและทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ภาพลักษณ์ของบุคคลไร้สัญชาติ หรือชนกลุ่มน้อย จะโดยทั่ว ๆ ไปหรือในสถานศึกษาเองยังได้รับการดูถูกเป็นคนต่างด้าวและบุคคลที่อันตรายของคนบางกลุ่ม จึงทำให้เกิดการระแวงที่บางครั้งเข้าใจจากการพูดของอาจารย์บางท่านหรือนักศึกษาเองและการแสดงออกที่บุคคลไร้สัญชาติ หรือชนกลุ่มน้อยมีศักยภาพด้อยกว่าคนอื่น การได้รับคำชี้แนะส่วนใหญ่จะเป็นแบบทางที่กฎหมายยังไม่มีในการทำสัญชาติหรือขอนามสกุล ซึ่งเข้าใจอยู่ว่านามสกุลไม่ได้บ่งบอกถึงการมีสัญชาติไทยทั้งหมด ทั้งนี้เลขประจำตัวประชาชนจะบ่งบอกถึงการมีสัญชาติไทยอย่างสมบูรณ์แบบ ในส่วนของการรักษาพยาบาล เป็นที่ชัดเจนว่าบุคคลไร้สัญชาติไม่สามารถทำบัตรทองได้แต่ทางสถานศึกษาได้ทำประกันอุบัติเหตุกับบริษัทประกันภัย ในส่วนนี้การรักษาพยาบาลขึ้นอยู่กับความหนักเบาของอุบัติเหตุแต่โดยทั่วไปแล้วการป่วยด้วยโรคนั้นก็เป็นปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการรักษา ซึ่ง ณ ขณะนี้สำหรับบุคคลไร้สัญชาติยังเข้าถึงไม่เต็มที่จากโรงพยาบาลของรัฐ สำหรับนักศึกษาต้องทำการโอนย้ายสิทธิ์จากสถานศึกษาไปยังโรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่กำลังศึกษาอยู่ได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ถึงจะคุ้มครองการรักษาได้ในส่วนที่ไม่เกินค่ารักษาตามกำหนด ในส่วนของการฝึกงานในสถานประกอบการเท่าที่รู้มายังไม่มีปัญหาสามารถฝึกงานได้ตามปกติตามที่ทางผู้บริหารคณะวางไว้ แต่ประสบการณ์โดยตรงที่เข้าไปทำงานในสถานประกอบการ บุคคลที่ไร้สัญชาติยังไม่ได้รับความไว้วางใจกอปรกับเฝ้าดูการกระทำทุกก้าวย่างงานที่ออกมาต้องดีกว่าคนทั่ว ๆ ไป เพราะสถานประกอบการเกรงบุคคลดังกล่าวเมื่อกระทำการผิดแล้วไม่มารถติดตามได้ ทำให้ผู้ทำงานเองก็อึดอัดใจและระแวงตัวเองอยู่ตลอดเวลา สำหรับงานอาสาสมัครหรืองานเพื่อการกุศลสามารถทำได้และเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นคนที่ไร้สัญชาติและเป็นชนเผ่าต่าง ๆ มีส่วนน้อยมากที่เป็นคนพื้นเมืองที่เป็นรุ่นเดียวกัน ส่วนสุดท้ายคือ การใช้ยานพาหนะ และการเดินทาง มีสิทธิซื้อรถ และถือครองกรรมสิทธิ์ในรถได้ เพราะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ แต่อาจมีปัญหาในสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบกว่ากลไกไม่สามารถทำได้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่รักษากฎจราจรหากตรวจพบว่าผู้ใช้รถเป็นบุคคลไม่มีสัญชาติจะปรับเพิ่มประมาณ 1,000 บาท แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้แต่บุคคลไร้สัญชาติตกเป็นเหยื่อได้ง่ายยอมทำตามเพราะไม่อยากยุ่งยากกับการเดินทางและหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ และสิทธิในการเดินทางสามารถเดินทางออกนอกพื้นที่ภูมิลำเนาได้โดยการทำหนังสือขออนุญาตออกนอกพื้นที่เป็นกรณีให้นายอำเภอในพื้นที่ที่ไปอาศัยอยู่รับรอง เมื่อครบเวลากำหนดกลับไปรายงานตัวที่อำเภอของภูมิลำเนาจนเอง นักศึกษาสามารถทำหนังสือขออนุญาตได้เวลาตามภาคการศึกษาบังคับได้     ข้อเสนอแนะส่วนตัว  ณ ปัจจุบันการออกนอกประเทศอย่างถูกกฎหมายของบุคคลไร้สัญชาติยังทำได้ยาก เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลในแต่ละกรณีไป ส่วนตัวมีความปรารถนาเมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรีอยากศึกษาต่อที่ต่างประเทศ คือ ประเทศไต้หวัน เวลานี้ยังไม่มีหนทางใดที่จะไปได้ หากได้รับการแนะนำและช่วยเหลือจากผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่ได้ช่วยเหลือด้านสัญชาติ คิดว่ามีนักศึกษาหลายคนที่อยากจะเรียนต่อต่างประเทศได้รู้แนวทางที่ชัดเจนว่าเตรียมความพร้อมในเรื่องเอกสารหลักฐาน และดำเนินการอย่างไร กับทุนที่ใช้ในการศึกษาต่อสถาบันหรือมหาวิทยาลัยที่มีทุนศึกษาต่อต่างประเทศสามารถให้โอกาสกับบุคคลเหล่านี้ได้หรือไม่ อยากจะให้ทางรัฐบาลหรือกระทรวงที่มีอำนาจได้แก้ไขและอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนนักศึกษาในการให้สัญชาติไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะนักศึกษาที่เรียนทั้งระดับอาชีวะหรือปริญญาบัณฑิต ที่จะสำเร็จการศึกษาในเร็ววัน เพื่อไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานที่ตนเองมีความรู้ มีความถนัดและสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างเต็มศักยภาพ ไม่เป็นเพียงแค่ใบรับรองสาขาวิชาชีพที่ตนได้เล่าเรียนเพียงเท่านั้นอีกต่อไป       ผู้เขียน ตะชิ สาทา  โครงการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ ระยะที่ 2

สำหรับชีวิตในมหาวิทยาลัยแม้จะดูเหมือนนักศึกษาที่ได้เรียนเหมือนเพื่อนตามปกติมีสถานะเป็นราษฎรไทย แต่รู้ตัวเองเสมอว่าเรายังไม่ใช่คนที่มีสัญชาติไทย ถ้าหากไม่ดูตามโครงสร้างทางกฎหมายแล้วที่อำนวยความสะดวกทางด้านสวัสดิการทางการศึกษาสำหรับบุคคลไร้สัญชาติให้สามารถศึกษาเล่าเรียนตามความรู้ความสามารถ และสติปัญญา ภายในจิตใจลึก ๆ ที่ตนเองได้ประสบมารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมากเพราะสิทธิที่ควรได้รับกลับน้อยลงอย่างสิทธิในการศึกษาต่อที่ระดับสูงขึ้นไป

สำหรับเจ้าหน้าที่

   

จำนวนผู้เข้าชม

เริ่มนับตั้งแต่ วันที่ 1 ก.ค. 2554