Error message

User warning: The following module is missing from the file system: imagcache_actions. For information about how to fix this, see the documentation page. in _drupal_trigger_error_with_delayed_logging() (line 1128 of /home/bannok/domains/bannok.com/public_html/includes/bootstrap.inc).

ข่าวสารจาก stateless4child.net

Subscribe to ข่าวสารจาก stateless4child.net feed
Updated: 1 day 13 hours ago

รัฐ ลุย จัดระเบียบผู้ไร้ที่พึ่ง 372 ราย ให้เข้าระบบพัฒนาตนเอง

Mon, 2017-04-24 10:41
ข่าวทั่วไป  :  1.53 PM รบ.ลุย จัดระเบียบผู้ไร้ที่พึ่ง 372 ราย ให้เข้าระบบ พัฒนาตนเอง เพื่อกลับเข้าสู่สังคม                    เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.หญิงพรชนก อ่ำพันธุ์ ทีมโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่5 ถึงการจัดระเบียบคนไร้ที่พึ่งเพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมและการค้ามนุษย์ ว่า  สถิติของผู้ไร้ที่พึ่งและคนไร้ที่อยู่อาศัย จำนวนทั้งหมด 372 ราย เป็นขอทาน 135 ราย เป็นคนไทย 55 รายและต่างด้าว 80 ราย ส่วนคนไร้ที่พึ่ง 237 ราย ทั้งนี้รัฐบาลได้คัดกรองเข้าระบบต่างๆ เพื่อให้ทราบหลักแหล่งที่แน่นอน หากเป็นต่างด้าวจะทำการพิสูจน์สัญชาติและส่งกลับ จากนั้นจะส่งโรงพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยหรือสถานฟื้นฟู และอบรมอาชีพ เพื่อให้มีการพัฒนาตนเอง สร้างงาน สร้างรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและกลับเข้าสู่ครอบครัวและสังคมต่อไปในอนาคต ทั้งนี้รัฐบาลจะรณรงค์การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการให้ทาน ร่วมด้วย   ที่มา: http://www.komchadluek.net/news/regional/272388#  

รัฐ ลุย จัดระเบียบผู้ไร้ที่พึ่ง 372 ราย ให้เข้าระบบพัฒนาตนเอง

Fri, 2017-04-21 13:26
ข่าวทั่วไป :  1.53 PM รบ.ลุย จัดระเบียบผู้ไร้ที่พึ่ง 372 ราย ให้เข้าระบบ พัฒนาตนเอง เพื่อกลับเข้าสู่สังคม                    เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.หญิงพรชนก อ่ำพันธุ์ ทีมโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่5 ถึงการจัดระเบียบคนไร้ที่พึ่งเพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมและการค้ามนุษย์ ว่า  สถิติของผู้ไร้ที่พึ่งและคนไร้ที่อยู่อาศัย จำนวนทั้งหมด 372 ราย เป็นขอทาน 135 ราย เป็นคนไทย 55 รายและต่างด้าว 80 ราย ส่วนคนไร้ที่พึ่ง 237 ราย ทั้งนี้รัฐบาลได้คัดกรองเข้าระบบต่างๆ เพื่อให้ทราบหลักแหล่งที่แน่นอน หากเป็นต่างด้าวจะทำการพิสูจน์สัญชาติและส่งกลับ จากนั้นจะส่งโรงพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยหรือสถานฟื้นฟู และอบรมอาชีพ เพื่อให้มีการพัฒนาตนเอง สร้างงาน สร้างรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและกลับเข้าสู่ครอบครัวและสังคมต่อไปในอนาคต ทั้งนี้รัฐบาลจะรณรงค์การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการให้ทาน ร่วมด้วย   ที่มา: http://www.komchadluek.net/news/regional/272388#   2017-04-21

เลือกเกิดไม่ได้….

Wed, 2017-04-05 08:42

เรื่อง เลือกเกิดไม่ได้….

            “พ่อ...ผมอยากตาย ไม่อยากอยู่แล้ว...พ่อเอายาฆ่าหญ้ามาให้ผมกินเถอะ...” น้ำเสียงของลูกชายคนโตวัย 12 ปี ตัวผ่ายผอม มือแขนขาลีบ ด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เหมือนกำลังบ่นพ้อในโชคชะตาชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่อย่างหมดแรงและสิ้นหวัง

              นายจะฟะ จะอู เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนชนเผ่าลาหู่ ย้ายมาจากบ้านสันมะเค็ด ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มาอาศัยอยู่กับญาติคนอื่น ๆ ที่บ้านแสนเมืองโก หมู่ 2 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้สัญชาติไทย ตามมาตรา 23

              เมื่อ ปีพ.ศ.2552 มีภรรยาเป็นบุคคลไร้รัฐ ชาวลาหู่ จากประเทศพม่า มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ อายุ 12 ปี 9 ปี 7 ปี และ 4 ปี ตามลำดับ บุตรชายคนโตและคนที่สองได้เข้าเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนรัฐราษฎร์ บ้านเล่าลิ่ว หมู่ 14 ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย แต่หลังจากเรียนได้เพียงปีเดียวร่างกายของบุตรชายคนโตไม่สามารถเดินบนทางลาดชัน หรือเดินขึ้นบันไดได้ จึงพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน แพทย์ระบุว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง จนทำให้ต้องออกจากโรงเรียน ปีต่อมาบุตรชายคนที่สองเริ่มมีอาการคล้าย ๆ กัน ชีวิตครอบครัวสะดุดกลางคัน จนกระทั่งมีองค์กรด้านศาสนาแห่งหนึ่งมารับตัวลูกชายทั้ง 2 คน ไปรักษาที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากการตรวจดูอาการอย่างละเอียดแล้ว หมอแจ้งว่า ลูกชายทั้งสองเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จะปรากฏอาการในลูกชาย และจะแสดงอาการเมื่อเด็กเริ่มโต หรือเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 7-8 ปี และไม่มียารักษา หรือไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ นั่นทำให้เขาทุกข์ใจ ท้อแท้ และหมดหวัง ในที่สุดก็ต้องพาลูกชายทั้งสองกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านตามยะถากรรม ณ ขณะนั้นเด็กทั้งสองคนยังไม่ได้สัญชาติไทย ส่งผลให้เข้าไม่สามารถเข้าถึงการบริการของภาครัฐ ถึงแม้ว่าผู้เป็นบิดาจะมีสัญชาติไทย บิดาเคยไปยื่นเรื่องที่อำเภอแล้ว แต่ทางอำเภอบอกว่าไม่สามารถดำเนินการให้ได้เนื่องจากไม่มีเลข 13 หลัก หลังจากนั้น ได้ไปติดต่อที่อำเภออีกหลายครั้ง แต่ยังดำเนินการไม่ได้

              จนกระทั่งในปี พ.ศ.2556 ทางมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) ได้เข้าไปศึกษาข้อมูลและดำเนินโครงการสถานะบุคคลกับบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในชุมชนบ้านแสนเมืองโก พบว่า บุตรของนายจะฟะ จะอู สองคนแรกอยู่ในสถานะบุคคลไร้รัฐ มูลนิธิฯ จึงได้เข้าไปช่วยเหลือโดยพาไปดำเนินการพัฒนาสถานะของบุตรทั้งสองคน ด้วยการพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (DNA) เข้าสู่กระบวนการพัฒนาสถานะของบุตรทั้งสองคนดังนี้ คนโต ยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ส่วนบุตรคนเล็กแจ้งเกิดแล้วเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ตามบิดา (เกิดหลัง 28 กุมภาพันธ์ 2551) จนนำไปสู่การได้สัญชาติไทย ซึ่งต้องไปหลายครั้งมาก บ่อยครั้งที่มูลนิธิฯ ไม่สามารถนำรถยนต์ไปรับถึงบ้านได้ ผู้เป็นบิดาต้องมัดบุตรทั้งสองคนที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ติดกับตัวซ้อนรถจักรยานยนต์ไปสำนักทะเบียนอำเภอแม่ฟ้าหลวงเอง ล่าสุดเด็กทั้งสองคนอาการทรุดลงมากไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น กินข้าว ไปห้องน้ำขับถ่าย อาบน้ำแต่งตัว ยืน นอน หรือจัดท่านอนเองได้ เป็นภาระให้ผู้เป็นมารดาต้องดูแลเด็กเล็กพร้อมกันถึง 4 คน ส่วนรายได้หลัก มาจากผู้เป็นบิดาเพียงคนเดียว โดยมีรายได้อันน้อยนิดจากการประกอบอาชีพสวนชาน้ำมันในโครงการพระราชดำริฯ ซึ่งได้จัดสรรพื้นที่สำหรับปลูกชาน้ำมันให้จำนวน 5 ไร่ เพื่อปลูกต้นชาน้ำมัน 1,250 ต้น สำหรับ 1 ครอบครัวที่เป็นสมาชิก ซึ่งพอเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้ตามอัตภาพ

              วันหนึ่ง บุตรชายคนโตพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือกับผู้เป็นบิดาว่า “ พ่อ...ผมอยากตาย ไม่อยากอยู่แล้ว...พ่อเอายาฆ่าหญ้ามาให้ผมกินเถอะ...” ผู้เป็นบิดามองตาบุตรชายด้วยความรันทด พร้อมกับสวมกอดบุตรชายทั้งสองคนที่ตัวผ่ายผอมเหลือแต่กระดูก มือ แขน ขาลีบ และบิดงอ พยายามปลอบด้วยความอ่อนโยนให้บุตรชายอดทน “..สู้ ๆ นะลูก เดี๋ยวพ่อพาไปรักษาตัว มันต้องหาย....” ทั้งที่คำพูดของหมอที่ก้องอยู่ในหัวตลอดเวลา “ ว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้อีกแล้ว” ส่วนบุตรชายทั้งสองคน มองผู้เป็นบิดาด้วยแววตาเหม่อลอย แล้วเพ้อด้วยเสียงกระซิบว่า “..อุตส่าห์ดิ้นรนจนได้สัญชาติไทย และเข้าถึงสวัสดิการจากรัฐ (กองทุนผู้พิการ) แต่ก็ไม่สามารถจะหายจากโรคนี้ได้  ถ้าเลือกได้จะขอเลือกที่จะหาเลี้ยงชีพ จากร่างกายตัวเองที่ปกติ ดีกว่ามั๊ยพ่อ ? ....”

 

 

ความรู้สึกหลังจากได้รับสัญชาติไทย น.ส.กาญจนา วงปา

Mon, 2017-03-20 14:24

 

เคสน้องกาญจนา  วงปา  ใช้ระยะเวลา ๙ เดือน ๘ วันในการดำเนินการ วันนี้ทุกคนในครอบครัวตื่นเต้นกันใหญ่

โครงการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ ระยะที่ 2  ขอแสดงความยินดีกับเคสของน้องกาญจนา  วงปา  ที่ใช้ระยะเวลา ๙ เดือน ๘ วันในการดำเนินการ วันนี้ทุกคนในครอบครัวตื่นเต้นกันใหญ่  ที่ได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาคน น้องได้เป็นคนไทยเต็มตัวแล้ว .

จัดกิจกรรมวันเด็กบนดอยแม่สลอง หลายฝ่ายร่วมหาทางออกเด็กไร้สัญชาติ

Thu, 2017-01-26 11:11

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2560 ที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและสตรี มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพชภ.ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมวันเด็ก “เด็กใกล้ฟ้า” โดยมีเด็กชาติพันธุ์ต่างๆ พร้อมด้วยผู้ปกครอง อาทิ ม้ง อาข่า ลีซอ เมี่ยน ลาหู่ ฯลฯ เข้าร่วมกว่า 200 คน สำหรับกิจกรรมทั่วไปมีลานกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและส่งเสริมกิจกรรมเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ กิจกรรมงานศิลปะโดยศิลปินในโครงการศิลปะชุมชน กิจกรรมที่ปรึกษาด้านกฎหมายสำหรับผู้ที่มีปัญหาสถานะบุคคลฝ่ายกฎหมายของ พชภ.และภาคี ลานตรวจสุขภาพฟันโดยโรงพยาบาลแม่จัน ลานส่งเสริมอาหารท้องถิ่น ลานส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ลดโรค ฯลฯ ลานดนตรีโดยกลุ่มหลืบผา พร้อมทั้งมีซุ้มแจกของเล่นและอาหารอีกมากมาย

นอกจากกิจกรรมข้างต้นแล้ว ยังมีเวทีเสวนาสถานการณ์ปัญหาสถานะบุคคล โดยมีนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และรองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และตัวแทนเยาวชนผู้มีปัญหาสถานะบุคคลเข้าร่วมสะท้อนปัญหาและเสนอแนะการหาทางออกต่อเรื่องดังกล่าวด้วย

นางเตือนใจกล่าวว่า ปัญหาสถานะบุคคลบนดอยแม่สลองนั้นมีปัญหาตั้งแต่เด็กแรกเกิดกระทั่งผู้สูงอายุ ที่ พชภ.เรียกว่า ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ โดยในส่วนมากการแก้ปัญหาสถานะบุคคลมักติดขัดที่กระบวนการสำรวจและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่บางครั้งเงื่อนไขก็มีความซับซ้อนเกินไป อย่างกรณีผู้เฒ่านั้น บางรายอายุมากกว่า 90 ปีก็ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย เพียงเพราะเงื่อนไขการขอสัญชาติไทยนั้นต้องมีการตอบคำถามหลายข้อ ซึ่งบางครั้งผู้เฒ่าตอบคำถามได้ไม่ดี และใช้ภาษาไทยไม่คล่อง ทำให้ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย

นางเตือนใจกล่าวว่า หากมีการอนุโลมจะสามารถช่วยได้ แต่ในกรณีเยาวชนและเด็กนั้น เมื่อปี 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) อีกทั้งให้คำมั่นแล้วว่าจะร่วมกันแก้ปัญหา โดยวางเป้าหมายว่าในอนาคตประเทศไทยก็จะไม่มีคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และทาง UNHCR เองก็เคยได้ทำกิจกรรมรณรงค์ที่กรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซียมาแล้ว ซึ่งประเทศไทยมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนธันวาคม 2559 ออกมาอีกครั้ง

ดังนั้น ในอนาคตก็คือ ประเทศไทยจะต้องเร่งสำรวจตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะบุคคล ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้หมด จากนั้นก็มาดำเนินเรื่องเพื่อขอสัญชาติต่อไป อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกคนทราบว่า กรณีปัญหาสถานะบุคคลเป็นปัญหาสากลที่ทั่วโลกต้องร่วมกันแก้ ซึ่ง UNHCR ก็ได้ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อมีมติ ครม.ออกมาแล้ว กสม.จะทำตามหน้าที่ต่อไปคือ ตรวจสอบว่ามีหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบ้าง เราจะทำหน้าที่เร่งรัดหน่วยงานนั้นให้ปฏิบัติตามมติ ครม. เพราะว่าเยาวชนและเด็กเป็นกำลังสำคัญของชาติ และวันนี้วันเด็กเราเองอยากให้เด็กๆ ได้รู้สิทธิหน้าที่ของพวกเขาที่จะได้รับก่อนเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต จึงอยากให้กำลังใจลูกหลานพร้อมผู้ปกครองให้เข้าใจสิทธิของตนเองแล้วไปยื่นเรื่องกับอำเภอเพื่อขอขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จ เพื่ออย่างน้อยจะได้มีตัวตนและมีเอกสารประจำตัวเพื่อยื่นขอสัญชาติไทยต่อไปตามกฎหมาย” นางเตือนใจกล่าว

นายอริยะ เพ็ชรสาคร นักกฎหมายจาก พชภ. กล่าวว่า จากการสำรวจสถานะบุคคลของเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 20 ปี ครั้งล่าสุดของตำบลแม่สลองนอก พบผู้มีปัญหาสถานะบุคคลแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ไม่มีเอกสารเกิดในประเทศไทยจำนวน 5 ราย ไม่มีเอกสารเกิดนอกประเทศไทย จำนวน 17 ราย มีเอกสารทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (แบบ 89/1) จำนวน 5 ราย เด็กเกิดใหม่มีบัตรบุคคลไม่มีสัญชาติไทยจำนวน 9 ราย ซึ่งวันนี้ก็มีผู้เข้ามาปรึกษาเรื่องสถานะบุคคลเพิ่มเติม โดยทาง พชภ.จะร่วมมือกับส่วนท้องถิ่นแล้วเร่งรัดสำรวจต่อไป แต่กรณีผู้มีเอกสารครบทาง พชภ.จะพาไปดำเนินการขอสัญชาติไทย เพราะส่วนมากคือมีเอกสารแจ้งเกิดในไทยแล้ว แม้พ่อแม่จะเป็นบุคคลไร้สัญชาติ เด็กและเยาวชนก็จะได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดน (เพราะเกิดในประเทศไทย) ตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 1 พระราชบัญญัติสัญชาติ

ด้านเด็กหญิงนราธร หวุ่ยยือ ชาติพันธุ์อาข่า อายุ 12 ปี กล่าวว่า ตนเกิดในโรงพยาบาลแม่จัน จังหวัดเชียงรายแต่ยังไม่ได้บัตรประชาชนไทย ยังไม่ได้สัญชาติไทย จึงอยากขอร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือ เพราะอยากจะเติบโตไปมีอาชีพที่ดีในอนาคต

นางสาวจรรยา ไชยบุญลือ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพนาสวรรค์เปิดเผยว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน (เลขประจำตัว 13 หลัก) ประมาณ 23 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 140 คน ทางโรงเรียนได้สำรวจพบว่า มีเพียง 8 คนที่ทางหมู่บ้านได้จัดทำข้อมูลขอเอกสารสำคัญเพื่อยื่นเรื่องขอมีบัตรประจำตัวบุคคลไร้สถานะ แต่ว่าทางอำเภอได้ตีกลับเอกสาร เหตุเพราะมีการแจ้งชื่อซ้ำ จึงไม่สามารถดำเนินการขอมีบัตรประจำตัวได้ อย่างไรก็ตาม ทางโรงเรียนได้รับคำสั่งจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนที่ไร้สัญชาติ ไร้สถานะทางทะเบียน โดยกลุ่มเป้าหมายแรกคือนักเรียนทุนในพระราชานุเคราะห์, นักเรียนในโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทางโรงเรียนอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งคาดว่าทางฝ่ายกฎหมายของ พชภ.จะช่วยให้ความร่วมมือในการติดตามสำรวจข้อมูลและแก้ปัญหา

“เราเป็นครู เราอยากให้นักเรียนได้รับสัญชาติไทยและมีบัตรแสดงสถานะ เพราะอยากเห็นเขาได้เรียนต่อระดับชั้นสูงขึ้นและมีอนาคต มีอาชีพที่ดี อีกทั้งได้รับการบริการจากภาครัฐด้วย แต่ว่ายังติดขัดปัญหาหลายอย่าง เราต้องมาดูทีละส่วน” นางสาวจรรยากล่าว

นายอริยะ นักกฎหมายมูลนิธิ พชภ. กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ เด็กๆ ที่อยู่ในเกณฑ์การขอมีเลขประจำตัว 13 หลักที่ได้รับการสำรวจแล้วโดยผู้ใหญ่บ้าน และมีหลักฐานใบรับรองการเกิดแล้วว่าเกิดในประเทศไทย กลุ่มนี้ยังมีอยู่หลายราย ทาง พชภ.อยากเร่งดำเนินการขอออกบัตรประจำตัวบุคคลไร้สถานะทางทะเบียนเพื่อให้ได้รับเลข 13 หลักก่อน จากนั้นค่อยยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยต่อไป ซึ่งเด็กๆ ในตำบลแม่สลองนอกส่วนมากก็เข้าข่ายอาศัยอยู่ในประเทศไทยที่มีพ่อแม่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 15 ปี สามารถยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยได้ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 7 ธันวาคม 2559 ที่เพิ่งออกมาใหม่ โดยทาง พชภ.จะเร่งสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

เด็กหญิงหมี่ผ่า โยวเผาะ อายุ 14 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เปิดเผยว่า ตนมีความฝันอยากไปเรียนต่อด้านศิลปกรรมและดนตรี เพราะอยากโตขึ้นเป็นนักร้องมืออาชีพ หรือมีความสามารถด้านวาดภาพและเล่นดนตรี แต่ปัจจุบันยังไม่มีบัตรประชาชน ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฝันจะเป็นจริงไหม เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเดินทางไปไหนไกลจากอำเภอแม่สลองเลย เนื่องจากไม่มีบัตรประจำตัวใดๆ ทั้งสิ้น

“หนูอยากมีบัตรคนไทยนะ พ่อแม่หนูเขาถือบัตรคนต่างด้าวไป-กลับพม่าบ่อยๆ แต่ไม่เคยพาหนูกลับ เพราะว่าหนูไม่มีเอกสาร หนูก็อยากจะมีสิทธิเดินทางไปไหนมาไหนบ้าง” เด็กหญิงหมี่ผ่ากล่าว.

ที่มาสำนักข่าวชายขอบ
ภาพโดยปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์

แหล่งที่มา : http://www.thaipost.net/?q=%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B4...

มื่อวันที่ 14 มกราคม 2560 ที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและสตรี มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพชภ.ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมวันเด็ก “เด็กใกล้ฟ้า” โดยมีเด็กชาติพันธุ์ต่างๆ พร้อมด้วยผู้ปกครอง อาทิ ม้ง อาข่า ลีซอ เมี่ยน ลาหู่ ฯลฯ เข้าร่วมกว่า 200 คน สำหรับกิจกรรมทั่วไปมีลานกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและส่งเสริมกิจกรรมเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ กิจกรรมงานศิลปะโดยศิลปินในโครงการศิลปะชุมชน กิจกรรมที่ปรึกษาด้านกฎหมายสำหรับผู้ที่มีปัญหาสถานะบุคคลฝ่ายกฎหมายของ พชภ.และภาคี

ความหวังที่ยาวนานบนเส้นทางการได้สัญชาติไทย

Wed, 2017-01-04 09:59

คนเราเกิดมาล้วนแต่มีความหวัง ซึ่งอยู่ที่แต่ละคนว่าความหวังนั้นจะเป็นเช่นไร ส่วนตัวหนูเองมีความหวังในการได้สัญชาติไทย ตั้งแต่เด็กมาจนถึงปัจจุบัน อายุราว ๆ ก็ประมาณ 19 ปี ไม่เคยรู้เลยว่าคนที่มีสัญชาติไทยกับคนที่ไม่มีสัญชาติไทยแตกต่างกันอย่างไร จนเมื่อมาถึงจุด ๆ หนึ่งที่ต้องศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เป็นช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมศึกษาปีที่ 6 คือ หนูไม่ได้รับโอกาสเหมือนคนอื่น ๆ เพราะหนูไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าทดสอบความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test หรือ GAT) และความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการ (Professional A Aptitude Test หรือ PAT) เพราะเป็นคะแนนที่ใช้ในการนำไปสอบระบบกลางการรับนักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์กลางในการเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย

หนู ชื่อ น.ส.นุ  แซ่เล่า ปัจจุบันอยู่บ้านเย้าแม่ต๋ำ ม.4 ต.ตาดควัน อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน ซึ่งในครอบครัวของหนูไม่มีใครที่ได้สัญชาติไทยรวมทั้งพ่อกับแม่ แต่อย่างว่าคนเราถ้ามีความหวังแล้วสักวันหนึ่งความหวังนั้นต้องสำเร็จไม่วันใดก็วันหนึ่งถึงแม้จะนานแค่ไหน พอมาถึงปี พ.ศ. 2557 ทราบว่ามียายที่เป็นคนสัญชาติไทย ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543 (ระเบียบ 43) เลข 13 หลัก (8-84) และประกอบกับหนูได้รู้จักมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) จึงพยายามขอคำปรึกษา คำแนะนำ การรวบรวมพยานหลักฐาน/พยานบุคคล ขั้นตอนกระบวนการ ตลอดจนการติดตามความคืบหน้าคำร้อง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้แนะนำว่ากรณีที่ไม่มีเลข 13 หลัก หรือบางคนมีเลข 0-89 ต้องใช้ช่องทางการตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์แล้วขอสัญชาติไทยโดยการเพิ่มชื่อ ซึ่งจะแบ่งเป็นสองชั้น คือ ต้องให้แม่ตรวจ DNA กับยายและเพิ่มชื่อก่อน จากนั้นในชั้นที่สองคือรุ่นลูกตรวจ DNA กับแม่และเพิ่มชื่อตาม จากกระบวนการดังกล่าว ซึ่งต้องประสานไปหายายที่อยู่ อ.วังเจ้า จ.ตาก เพื่อเดินทางมาสอบปากคำประกอบการทำหนังสือส่งตัวตรวจ DNA ที่สำนักทะเบียน อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย ในที่สุดความหวังที่หริบหรี่ปรากฏขึ้นในวันที่ 22 เมษายน 2558 คือแม่หนูได้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หลังจากแม่ได้สัญชาติไทยหนูและพี่ชายพี่สาวอีก 9 คน ก็ไปสอบปากคำประกอบการทำหนังสือส่งตัวตรวจ DNA วันที่ 1 พ.ค. 2558 ประมาณ วันที่ 6 พ.ย. 2558 ผล DNA ออกมาจึงได้ไปยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็มาถึงคือหลังจากหนูและพี่ ๆ 9 พี่น้องได้ตรวจ DNA แม่เสร็จ วันที่ 8 ก.ค. 2558 แม่หนูก็เสียชีวิต โดยโรคร้าย (โรคมะเร็ง) ซึ่งด้วยความยากจน การตรวจ DNA ของพี่น้องหนู ทั้ง 9 คน แต่ละคนต่างไปยืมเงินเขามา พองานศพแม่ เราต้องไปยืมเงินคนอื่นมาอีกก้อนหนึ่ง เพื่อจัดการงานศพของแม่ให้เสร็จสิ้น วันที่ 25 มี.ค. 2559 ผล DNA ของพวกเรา 9 พี่น้องออก จึงได้ไปเพิ่มชื่อยังสำนักทะเบียนที่มีฐานข้อมูลอยู่  แต่ปรากฏว่ากระบวนการเพิ่มชื่อเข้าไปในระบบฐานทะเบียนราษฎร ของพี่ ๆ 7 คน ผ่านไปได้ด้วยดี เหลือหนูกับพี่ชายอีก 1 คน พบว่า การสำรวจบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ( 0-89 ) ที่สำรวจสมัยเรียนในโรงเรียน เมื่อหลายปีก่อน ได้รับการอนุมัติ แต่เราไม่เคยทราบเรื่องเลย ประกอบกับไม่เคยถ่ายบัตรประจำตัวด้วย  จึงไม่สามารถเพิ่มชื่อได้ ปลัดสำนักทะเบียน อ.พญาเม็งราย จึงได้ทำหนังสือไปยังสำนักทะเบียนกลางเพื่อขอจำหน่ายรายการเลข 13 หลัก  หนูต้องรออีก รอแล้วรอเล่า รอแบบไม่มีความหวัง จนพี่ชายต้องขอความช่วยเหลือไปยังมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูงอีกครั้ง เพื่อให้ช่วยติดตามไปยังสำนักทะเบียนกลาง จนวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ได้รับการประสานจากทีมงานมูลนิธิฯ ว่าทางสำนักทะเบียนกลางได้จำหน่ายเลข 0-89 แล้วให้พวกหนูไปดำเนินการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนในวันที่ 15 ธ.ค. 2559   

 หนูรู้สึกดีใจมาก คิดแล้วคิดอีกว่าฝันไปหรือเปล่า เพราะไม่คิดว่าจะมีวันนี้ วันที่ได้สัญชาติไทย เพราะที่ผ่านมาเจอแต่ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ความหวังที่ยาวนานบนเส้นทางสัญชาติไทย” จนหลายครั้งหนูหมดหวังแล้ว แต่อย่างไรก็ตามต้องขอขอบพระคุณทีมงานสถานะบุคคลมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง ทุกท่านที่ค่อยเป็นธุระให้ตลอดในระยะเวลาที่ผ่านมา รวมถึงผู้ใหญ่ใจดี ทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้หนูมาถึงวันนี้ได้ ถือว่าเป็นของขวัญชิ้นใหญ่สำหรับปีนี้ ซึ่งการมีสัญชาติไทยของหนูช่วยให้หนูใช้สิทธิ์ในการสอบเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อไปได้

 

คนเราเกิดมาล้วนแต่มีความหวัง ซึ่งอยู่ที่แต่ละคนว่าความหวังนั้นจะเป็นเช่นไร ส่วนตัวหนูเองมีความหวังในการได้สัญชาติไทย ตั้งแต่เด็กมาจนถึงปัจจุบัน อายุราว ๆ ก็ประมาณ 19 ปี ไม่เคยรู้เลยว่าคนที่มีสัญชาติไทยกับคนที่ไม่มีสัญชาติไทยแตกต่างกันอย่างไร จนเมื่อมาถึงจุด ๆ หนึ่งที่ต้องศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เป็นช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมศึกษาปีที่ 6 คือ หนูไม่ได้รับโอกาสเหมือนคนอื่น ๆ เพราะหนูไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก

สำหรับเจ้าหน้าที่

   

จำนวนผู้เข้าชม

เริ่มนับตั้งแต่ วันที่ 1 ก.ค. 2554