ข่าวสารจาก stateless4child.net | มูลนิธิกระจกเงา สำนักงานเชียงราย

ข่าวสารจาก stateless4child.net

Subscribe to ข่าวสารจาก stateless4child.net feed
Updated: 22 min 18 sec ago

เด็กชายไร้สัญชาติคนแรก ได้รับสัญชาติไทยตามมติคณะรัฐมนตรี

Tue, 2018-03-06 14:15

เด็กชายเก่ง (นามสมมติ) อายุ 11 ปี เด็กชายที่เคยถูกระบุในทะเบียนว่าเป็นเด็กไร้รากเหง้า ได้รับสถานะเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของพลเมืองไทยตามกฎหมาย ได้ทำบัตรประชาชนเป็นครั้งแรก ในวันที่อังคาร 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ถือเป็นเด็กคนแรกที่ได้รับสัญชาติไทยจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

“ดีใจมากครับ ตื่นเต้นมาก... จะมีบัตรเหมือนเพื่อน จะได้ไปไหนต่อไหนได้” เด็กชายเก่งให้สัมภาษณ์กับเบนาร์นิวส์ ขณะรอถ่ายรูปทำบัตรประชาชนเป็นครั้งแรกในชีวิต แม้ว่า ด.ช.เก่ง จะยืนนิ่งและมีสีหน้าเรียบเฉย แต่มือของเก่งเกร็ง และเย็นเฉียบ

นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้ชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ถือเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการช่วยเหลือให้ ด.ช.เก่งได้รับสัญชาติไทย ในวันนี้ กล่าวว่า ยังมีเด็กไร้รากเหง้าที่เกิดในประเทศไทย แต่ไม่สามารถติดตามพ่อแม่ที่แท้จริงมายืนยันบุคคลตัวตนได้อีก 400 คน ในสถานสงเคราะห์เด็กของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รอการขอรับสัญชาติไทย และยังมีอีกจำนวนมากที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่นอกสถานสงเคราะห์ทั่วประเทศ

“เก่ง เป็นเด็กไร้รากเหง้าที่เกิดในประเทศไทยคนแรกที่ได้สถานะเป็นคนไทยตามกฎหมาย และจะมีสิทธิในการรับบริการจากรัฐทุกด้านเหมือนคนไทยทุกคน รับราชการได้ ลงเลือกตั้งได้ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ด้วย” นายสุรพงษ์ ระบุ

การรับรองสถานะของ ด.ช.เก่ง ครั้งนี้ เกิดจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559 อนุมัติการแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติและสถานะบุคคลของเด็กนักเรียน นักศึกษา และบุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทย เปิดโอกาสให้เด็กที่เกิดในประเทศไทยแต่ถูกทอดทิ้งไม่ทราบว่าบิดามารดาเป็นใคร สามารถยื่นขอสัญชาติได้ โดยต้องมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี

ส่งผลให้เด็กชาย-หญิง จำนวน 400 คน ในสถานสงเคราะห์ของรัฐบาลสามารถขอรับสิทธิการเป็นพลเมืองไทยโดยกำเนิดเช่นเดียวกับ ด.ช.เก่ง และอีกจำนวนหลายหมื่นที่อาศัยอยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

“กรณีของ เก่ง ใช้เวลาสามปี ตั้งแต่ไปขอใบรับรองการเกิดที่โรงพยาบาล และให้ศาลอนุญาตให้น้องเข้ามาอยู่ในความคุ้มครองของเรา  ก่อนจะออกเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อเอามาแสดงตน ถือว่าไม่นาน แต่ถ้าไม่มีหลักฐานอะไรเลย จะยากมาก” นางณัชฐินี ปลีกล่ำรัตนศิริ ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ กล่าวกับเบนานิวส์

นางณัชฐินี ระบุด้วยว่า ยังมีเด็กชาย-หญิง กรณีคล้าย ด.ช.เก่ง ที่เป็นคนไร้รากเหง้าอาศัยอยู่ในประเทศไทยต้องการขอสัญชาติ แต่อาศัยอยู่นอกสถานสงเคราะห์อีกจำนวนหลักหมื่นคน ซึ่งผู้ที่อุปการะ หรือ ผู้ปกครอง ควรนำมาแสดงตนและขอรับสัญชาติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (The United Nations High Commissioner for Refugees: UNHCR) ระบุว่า ประเทศไทยให้ที่พักพิงกับบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่ได้ลงทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทยแล้วจำนวนกว่า 400,000 คน ซึ่งผู้แทนจากยูเอ็นเอชซีอาร์ กล่าวชื่นชมประเทศไทยจากมาตรการดังกล่าวในความพยายามแก้ปัญหาเรื่องคนไร้สัญชาติของรัฐบาลไทย

วันนี้... ที่รอคอย

 

นายสุลต่าน อาเหม็ด อายุ 62 ปี ชาวโรฮิงญา เล่าว่า ด.ช. เก่ง เป็นเหมือนลูกชายแท้ๆ ของตน เพราะได้ช่วยเหลือดูแล ด.ช.เก่ง มาตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ชาวพม่า ซึ่งต่อมาทิ้ง ด.ช.เก่ง ที่เกิดได้เพียง 45 วัน ให้นายสุลต่านและภรรยาดูแล ก่อนเดินทางไปทำงานทางภาคใต้ของประเทศไทยและไม่กลับมาอีกเลย

นายสุลต่าน ซึ่งมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติเช่นเดียวกัน ให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตากับผู้สื่อข่าวเบนานิวส์ว่า ตนได้ยื่นเรื่องขอรับ ด.ช.เก่ง เป็นบุตรบุญธรรมมาเป็นเวลา 11 ปีแล้ว โดยที่ ด.ช.เก่ง ไม่เคยรู้เลยว่าตนเองมีสถานะเป็นเพียงผู้อุปถัมป์ จนกระทั่ง 2-3 ปีที่ผ่านมา ศาลเยาวชนฯ มีคำพิพากษาให้ ด.ช.เก่ง อยู่ในการปกครองของสถานสงเคราะห์ เพื่อให้สถานสงเคราะห์ขอเอกสารรับรองการเกิดจากโรงพยาบาลย่านรามอินทรา เพื่อนำขอรับรองสัญชาติไปใช้ทำบัตรประชาชน เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ แม้ว่าในชีวิตประจำวัน ด.ช.เก่ง จะยังใช้ชีวิตกับนายสุลต่านได้ตามปกติ

“ดีใจที่สุดในชีวิต เขาคือลูกของผม ไม่ใช่เด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่ ตอนนี้เขาได้เป็นคนไทยแล้ว ผมอยากให้เขาเป็นทหาร เป็นคนดี รับใช้ชาติไทย” นายสุลต่านให้สัมภาษณ์ ขณะใช้ฝ่ามือทั้งสองปาดหยาดน้ำตาทั้งสองข้าง “ผมมีบัญชีเงินฝากให้เขา มีประกันชีวิตให้เขา ทำพินัยกรรมให้เขา ยกให้เขาหมด ต่อจากนี้ผมจะได้นอนตาหลับ ผมดีใจจริงๆ”

ต่อจากนี้ นายสุลต่าน จะได้ยื่นคำร้องขอรับ ด.ช.เก่ง เป็นทายาทตามกฎหมาย เป็นผู้มีสิทธิในพินัยกรรม ทรัพย์สินของนายสุลต่าน ทุกบาททุกสตางค์

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ .. เด็กไร้รากเหง้าในไทย

 

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ย้ำว่า ด.ช.เก่ง เป็นเด็กคนแรกในจำนวนเด็กไร้รากเหง้ามากกว่าหมื่นคน ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นเด็กไร้สัญชาติ ไม่ใช่พลเมืองของประเทศไทย หากถูกจับได้จะเป็นบุคคลเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จึงต้องทำให้เด็กๆ เหล่านี้เข้ามาแสดงตน พิสูจน์ว่าเกิดในเมืองไทย เพื่อได้รับสัญชาติไทย มีสิทธิพลเมือง สิทธิในการประกอบอาชีพ สิทธิในการศึกษา สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐ สิทธิในที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับคนไทยคนอื่นๆ

“จริงๆ เด็กเหล่านี้เป็นพลเมืองไทยตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2559 แล้ว แต่ต้องมาพิสูจน์ แจ้งชื่อ รับสัญชาติไทย เพื่อสิทธิในความเป็นพลเมืองไทยและได้รับความคุ้มครองจากรัฐ” นายสุรพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

แหล่งที่มาของข่าว  : https://www.benarnews.org/thai/news/TH-stateless-boy-02282018135748.html

เด็กชายเก่ง (นามสมมติ) อายุ 11 ปี เด็กชายที่เคยถูกระบุในทะเบียนว่าเป็นเด็กไร้รากเหง้า ได้รับสถานะเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของพลเมืองไทยตามกฎหมาย ได้ทำบัตรประชาชนเป็นครั้งแรก ในวันที่อังคาร 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ถือเป็นเด็กคนแรกที่ได้รับสัญชาติไทยจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ครูน้อยในไร่ส้ม และความฝันถึง “ถิ่นใหม่” ของหนุ่มไทใหญ่

Tue, 2018-02-13 09:27

ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นอีกวันหนึ่งที่ชายหนุ่มเฝ้านับวันรอ หวังว่าจะเก็บเงินพอให้ข้ามเขตแดนฝั่งไทยไปยังถิ่นฐานบ้านเกิดในรัฐฉาน แต่ในปีนี้ เขาได้แต่ส่งใจระลึกถึงการเฉลิมฉลองวันชาติของชาวไทใหญ่

“หม่อง ลุงจาย” หนุ่มวัย 23 ปี พลัดถิ่นเกิดมา 11 ปีแล้ว แต่เขายังผูกจิตวิญญาณไว้กับ ‘ความเป็นคนไต’ จากชื่อในเฟซบุ๊ค “Tai Freedom” สะท้อนเจตจำนงเสรีของคนพลัดถิ่น เมื่อมองย้อนมองหม่องในวัย 12 ปี ห้วงเวลานั้นมีเพียงการบวชเท่านั้น ที่ใช้เป็นข้ออ้างหนีการเกณฑ์ทหารของรัฐฉาน และหนีการฆ่าเผาหมู่บ้านจากทหารพม่า ทางรอดสุดท้ายของเขาคือการครองจีวรหนีตายจากเมืองพันเกาะ ข้ามแม่น้ำสาละวินมาฝั่งไทย

 

 

เขาอพยพมาที่เมืองฝาง ดินแดนที่พี่สาวหนีมาก่อนหน้า ต่อมาพ่อแม่จึงหนีตามมาทำงานในไร่ส้ม เขาอาศัยข้าวก้นบาตรจากหลวงพ่อ ได้เล่าเรียนหนังสือจากความเมตตาของหลวงพ่อและผู้ใหญ่ใจดี จึงทำให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา กระทั่งปัจจุบันเขาเรียนระดับปวช. สาขาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพฝาง หม่องเป็นคนแรกที่เรียนสูงที่สุดในบรรดาลูกหลานแรงงานไร่ส้ม เขาตั้งใจว่าจะส่งต่อความรู้สู่เพื่อนคนไทใหญ่ ชาวดาราอั้ง และชนชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อพยพมาขายแรงงานในไร่ส้ม

ทุกวันนี้เขายังอยู่ในไร่ส้มแห่งหนึ่ง ที่มีอาณาเขตนับพันไร่ ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีพี่น้องชาติพันธุ์ที่เป็นแรงงานอพยพอาศัยรวมกันกว่า 200 ครัวเรือน

เมื่อมีครอบครัวย่อมมีลูกหลานและการเติบโต หม่องเฝ้ามองการเติบโตของรุ่นน้อง ทำให้เขาวิตกว่าถ้าเด็กๆ เติบโตไปโดยไม่รู้หนังสือจะเป็นอย่างไร เมื่อสองปีที่แล้ว เขาจึงริเริ่มเปิดห้องเรียนสอนภาษาไทใหญ่และภาษาไทยให้กับเด็กๆ ต่อมาจึงมีนักเรียนรุ่นใหญ่ คือ ลุงป้า น้าอา เข้าเรียนด้วยทุกค่ำคืน

“ครูหม่อง” คือคำเรียกจากปากเหล่านักเรียนกว่า 40 ชีวิต ที่เฝ้ารอคอยช่วงเวลา 1 – 3 ทุ่ม เป็นช่วงที่ครูหม่องเปิดสอนวิชาภาษาไทใหญ่และภาษาไทยในไร่ส้ม นักเรียนมีหลากวัยและหลายชาติพันธุ์ แต่ทั้งหมดคือแรงงานอพยพในไร่ส้ม แม้ว่าคำเรียกว่า “ครู” สร้างความภูมิใจให้หม่อง แต่ลึกๆ เขารู้ว่าตัวเองเป็นเพียง ‘ครูเถื่อน’ ทั้งยังเป็น ‘คนเถื่อน’ ที่ถือบัตรพาสปอร์ต CI (Certificate Identity) หรือบัตรแรงงาน ทุก 2 เดือนต้องไปรายงานตัว เมื่อครบ 4 ปี ต้องทำบัตรใหม่ และท้ายสุดเมื่ออายุ 55 ปี ต้องออกจากประเทศไทย หากยังไม่ได้รับรองสัญชาติไทย

กิจกรรมการสอนหนังสือของ ‘ครูหม่อง’ ภายในห้องเรียนขนาดเล็กที่ก่ออิฐง่ายๆ มีกระดาน ปากกา โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องเสียง ที่ได้รับบริจาคจาก ‘คนใจดี’ ที่ได้รับรู้เรื่องราวจากเฟซบุ๊คส่วนตัวของหม่อง ในช่วงเวลา 1 – 3 ทุ่ม หม่องเริ่มสอนนักเรียนจากวิชาการอ่านและการเขียนภาษาไทใหญ่ แล้วจึงต่อการอ่านเขียนภาษาไทยกลาง โดยแบ่งนักเรียนเป็นนักเรียนระดับพื้นฐานและระดับฝึกทักษะสูงขึ้น ซึ่งจะมีช่วงวัยคละกัน บรรยากาศในห้องเรียนครึกครื้นที่เสียงนักเรียนอ่านตามอักษรบนกระดาน จนถึงช่วงเลิกเรียน นักเรียนหลากวัยจึงกลับเข้าห้องพัก บรรยากาศเงียบลงพร้อมกับความมืดมิด

แคมป์คนงานต่างด้าวในไร่ส้ม ไม่ต่างจากแดนสนธยา ห้องเรียนในไร่ส้มจึงเป็นการจุดเทียนเล่มเล็กๆ ส่องให้เห็นความหวังที่มากกว่าการจองจำตนเองไว้ในวิถีคนงานต่างด้าว แต่กว่าจะมาเป็นห้องเรียนที่มีอุปกรณ์การสอนเช่นวันนี้ หม่องเริ่มต้นจากการมองเห็นช่วงเวลาว่างและพื้นที่ว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ข้างแคมป์คนงาน เขาจึงเริ่มเดินก้าวแรกข้ามเขตแดนคนงานด้วยหัวใจอาสา สอนความรู้เท่าที่เขารู้ แต่เบื้องลึกของเขาหวังว่าจะก้าวไปไกลกว่านั้น

ตลอดเส้นทางการเรียนของหม่องมักจะมีแรงเสียดทานจากพี่สาวและพ่อแม่ ที่อยากให้ไปทำงานในไร่ส้ม แต่สำหรับหม่องกลับไม่เคยคิดที่จะเป็นคนงานไร่ส้มเหมือนคนอื่น

เมื่อพ่อแม่ไม่ให้เรียนและไม่มีเงินส่งเสีย อีกทั้งเงินทุนที่ได้รับยังไม่เพียงพอ ทำให้หม่องต้องมองหางานที่จะส่งเสริมให้เขาได้ไปถึงฝัน หม่องจึงขอเป็นอาสาสมัครที่รับเงินเบี้ยเลี้ยงเพียงน้อยนิด แต่ก็พอให้เขามีความหวังที่จะเรียนต่อ หม่องเริ่มงานที่มูลนิธิ Fortune Community Health Group เป็นผู้ช่วยประสานงาน ทำให้มีที่อยู่ฟรี ทำให้มีที่ค้างคืนระหว่างโรงเรียนกับไร่ส้ม พื้นที่มูลนิธิคือศูนย์เรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ชาติพันธุ์ได้มาอ่านหนังสือ เล่นเกมส่งเสริมการเรียนรู้ สำหรับหม่องยังเป็นสถานที่ที่เขาได้ประดิษฐ์ผลงานทางอิเล็กทรอนิกส์

พื้นที่มูลนิธิแห่งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากครูประเสริฐ ปัญญาวงศ์ ซึ่งเป็นคนไทใหญ่อพยพรุ่นแรกที่มาบ้านเวียงหวาย ครูประเสริฐค่อยๆ สร้างฐานะ เป็นครูภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นคนไทใหญ่ที่ได้รับการยอมรับนับหน้าถือตาในหมู่บ้าน จึงสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับเด็กไร้สัญชาติ ที่นับวันจะไม่สนใจการเรียนแต่หันไปเสพยา หม่องมองว่าครูประเสริฐคือแบบอย่างการสร้างฝัน ที่สักวันเขาจะสามารถสร้างฝันในถิ่นใหม่ให้เป็นจริง

‘ถิ่นใหม่’ คือสถานที่หรือแห่งหนไหน แม้แต่ตัวหม่องเองยังมองไม่เห็นชัดนัก แต่หม่องมีความฝันและลงมือทำอยู่ทุกวัน ด้วยต้นทุนที่เขาได้รับการหยิบยื่นจากคนรอบข้าง ก็ยังนับว่าน้อยนิดกับการก้าวสู่เส้นทางความฝัน แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ ยังแบ่งปันความรู้ หม่องเจียดเงินที่พอมีซื้อลูกบอล วอลเลย์บอล ตาข่าย มาสร้างสนามกีฬา จนกลายเป็นโรงเรียนขนาดย่อม โรงเรียนแห่งนี้คือที่เพาะความฝันของแรงงานต่างด้าวที่แม้ไม่รู้ว่าจะมีสิทธิหรือเส้นทางอื่นนอกจากขายแรงงาน ติดตามหม่องสู่โรงเรียนในไร่ส้ม ที่หม่องฝันว่าจะสร้าง ‘ครูน้อย’ คนใหม่ๆ อีกหลายคน

เสียงเพลงกระหึ่มพร้อมการสวนสนามพิธีเฉลิมฉลองวันชาติไทใหญ่บนดอยไตแลงดังผ่านโลกโซเชียล ทำให้ครูหนุ่มหัวใจเต้นตึกตักทุกครั้งที่ได้เห็นได้ยิน แม้ตัวเขาปรารภนาอยากคืนสู่อ้อมกอดของถิ่นฐานเก่า แต่มิอาจทำได้เพราะทหารพม่ายังคงเนืองแน่นในพื้นที่ วันนี้ของเขาจึงได้แค่ฝันถึง “ถิ่นใหม่” ที่ยังไม่มีจริง

โดย นวนันท์ ประทุม

แหล่งที่มาของบทความ http://transbordernews.in.th/home/?p=18346

ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นอีกวันหนึ่งที่ชายหนุ่มเฝ้านับวันรอ หวังว่าจะเก็บเงินพอให้ข้ามเขตแดนฝั่งไทยไปยังถิ่นฐานบ้านเกิดในรัฐฉาน แต่ในปีนี้ เขาได้แต่ส่งใจระลึกถึงการเฉลิมฉลองวันชาติของชาวไทใหญ่  
โดย นวนันท์ ประทุม  http://transbordernews.in.th/home/?p=18346

 

นักกฎหมายชี้ทาง"ยิ้ม"นักปั่นอาภัพรับสัญชาติไทย

Mon, 2018-01-22 11:14

"น้องยิ้ม" น.ส.เงางาม นักปั่นจักรยาน BMX สาววัย 19 ปี ถูกเรียกตัวสู่ทีมชาติไทย แต่ติดปัญหาไม่มีสัญชาติ ตามที่เดลินิวส์นำเสนอ ล่าสุด รังสี ลิมปิโชติกุล ทีมข่าวเฉพาะกิจ เดลินิวส์ รายงานเรื่องราวเพิ่้มเติม ถึงชีวิตตั้งแต่เด็กๆ ของน้องยิ้ม โดย น.ส.สุทธินี นุชนารถ นักพัฒนาสังคม ปฏิบัติการ จากสถานสงเคราะห์เด็กหญิงจังหวัดสระบุรี กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะผู้จัดการทีม จักรยานBMX บ้านเด็กหญิงสระบุรี กล่าวว่า นักปั่นรายนี้เป็นเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กหญิงสระบุรี มาอยู่ ที่สถานสงเคราะห์ นี้ ตั้งแต่ปี 2548 ตอนอายุ 7 ขวบ โดยขณะที่รับตัว น้องยิ้ม มานั้น ทราบเพียงว่าได้พลัดหลงกับผู้ปกครอง โดยน้องยิ้ม บอกว่า แม่ชื่อสวน ใส่ผ้าถุง มีบ้านอยู่ที่อำเภออรัญประเทศ ส่วนบิดาติดคุก มีพี่สาวชื่อหลอดแต่งงานแล้ว นอกนั้นไม่พบหลักฐานอะไรในตัว  ซึ่งทางสถานสงเคราะห์ฯกำลังดำเนินการขอบัตรประชาชน และนามสกุลให้กับน้องยิ้มอยู่

ด้าน "น้องยิ้ม" หนือ น.ส.เงางาม กล่าวว่า หลังจากที่ตน ได้รับการฝึกฝนเชิงจักรยานจาก "โค้ชเกียง" นายอนุชิต กิจวานิชเสถียร แล้ว ยิ่งทำให้สนใจและชอบการปั่นจักรยานประเภทนี้เป็นอย่างมาก รู้สึกสนุก มีความสุขกับการปั่นจักรยาน จึงได้ตั้งใจที่จะฝึกซ้อมและฝึกฝน จนทำให้สามารถติดทีมชาติไทยได้ ในเวลาเพียง 1 ปี 

ขณะที่ นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานคณะอนุกรรมการด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสัญชาติ ได้ให้ความเห็นถึงกรณี น.ส.เงางาม ที่ยังไม่มีสัญชาติ ว่า  เรื่องนี้ ต้องมองไว้ 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ ขณะนี้ น้องยิ้ม มีบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน จากกลุ่ม คนไร้รากเหง้า บัตรนี้เป็นเอกสารชั่วคราวที่รัฐออกให้เพื่อรอการพิสูจน์สถานะระหว่างปี พศ.2549-2554 ด้วยบัตรนี้ น้องยิ้ม สามารถที่จะอยู่ในประเทศไทยได้ เพื่อรอการพิสูจน์  แต่กรณี น้องยิ้ม นั้น หากมีความสามารถทางด้านกีฬา และจำเป็นจะต้องเดินทางไปแข่งขันยังต่างประเทศในฐานะตัวแทนชาติไทย ก็สามารถที่จะขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศไทยได้ โดยต้องขออนุญาตจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติ ที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างลักษณะแบบนี้ เช่นกัน คือ ด.ช.หม่อง ทองดี นักกีฬาพับจรวดกระดาษ ที่ทำสถิติสามารถร่อนจรวดกระดาษได้นานที่สุดในประเทศไทย และมีความจำเป็นจะต้องไปแข่งขันชิงแชมป์กีฬาพับจรวดกระดาษยังประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวของ จะต้องมีการทำเรื่องขอเป็นกรณีพิเศษ 

ส่วนประเด็นที่ 2 คือ ประเด็นเรื่องสัญชาติของ น้องยิ้ม นั้น จากข้อมูลทั้งหมดของกรมเด็กและเยาวชน พบว่า น้องยิ้ม เป็นบุคคลไร้รากเหง้า เป็นเด็กที่ต้องได้รับการสงเคราะห์ เป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแล เนื่องจากน้องยิ้ม ไม่มีผู้ปกครอง และไม่มีใครดูแล ที่ผ่านมา น้องยิ้ม เองก็ได้รับการดูแลจากสถานสงเคราะห์บ้านเด็กหญิงจังหวัดสระบุรี ตลอดมา จนมาถึงปัจจุบัน น้องยิ้ม สามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านกีฬาจักรยานBMX  จนสามารถติดทีมชาติไทย 

"จากข้อมูล ที่มีอยู่ พบว่า น้องยิ้ม สามารถพูดไทย ฟังภาษาไทยได้ สามารถ ระบุชื่อแม่ ชื่อพี่สาว ซึ่งเป็นชื่อคนไทย หากดูจากข้อมูลประกอบต่างๆเหล่านี้ เราเชื่อว่า น้องยิ้ม เป็นคนไทย แต่เป็นคนไทยที่ถูกพ่อ แม่ ทอดทิ้ง ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ปกครอง จากสถานสงเคราะห์ฯ ก็ได้ยื่นเรื่องการขอสัญชาติไทย ไปยังสำนักทะเบียน เทศบาลเมืองพระพุทธบาท เพื่อขอเพิ่มชื่อ น้องยิ้ม เข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎร  ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมด น่าเชื่อว่าน้องยิ้มเป็นคนไทย และเชื่อว่านายทะเบียนท้องที่ น่าจะพิจารณาเพิ่มชื่อให้กับ น้องยิ้ม ได้" นายสุรพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

แหล่งที่มาข่าว  : https://www.dailynews.co.th/sports/622639

เผย "น้องยิ้ม-เงางาม" นักปั่น BMX กำพร้า พลัดจากครอบครัวตั้งแต่เด็ก จำได้เพียงชื่อแม่-พี่สาว ขณะที่นักกฎหมายชี้ช่อง พิสูจน์ความเป็นคนไทยได้ เพราะมีความเชื่อมโยง แถมยังพูดไทยปร๋อ ขอบัตรประชาชนได้ หรือตอนนี้ก็ยังสามารถติดทีมชาติไปแข่งนอกประเทศได้เป็นกรณีพิเศษ ยกตัวอย่าง "หม่อง ทองดี"                                                               

ผู้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ

Mon, 2018-01-22 11:04


ราว 40 ปีก่อน ชาวอาข่ากลุ่มหนึ่งอพยพหนีตายจากการสู้รบในเขตรัฐฉานมาอยู่บนดอยบนดอยแม่สลองโดยปักหลักปลูกบ้านเล็กๆพร้อมทำมาหากินด้วยการปลูกพืชตามความถนัด

จากบ้านไม่กี่หลังได้ขยายเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดความมั่นคงในชีวิต ทั้งอพยพเข้ามาเพิ่มและครอบครัวขยาย จนกลายเป็นหมู่บ้าน “ป่าคาสุขใจ”ในวันนี้

บ้านป่าคาสุขใจตั้งอยู่ที่ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยชาวบ้านเกือบทั้งหมดเป็นชาวอาข่า

หลายทศวรรษที่ผ่านมาเครื่องแต่งกายของชาวอาข่ากลายเอกลักษณ์ของคนบนดอยและคือความงามในความหลากหลายชาติพันธุ์ที่นักท่องเที่ยวชื่นชม เช่นเดียวกับวิถีวัฒนธรรมของชาวบ้านชนเผ่าต่างๆ ที่สร้างมูลค่าให้กับสังคมไทยมหาศาล แต่ภาพในโปสเตอร์อันงดงามที่โปรโมทขจรขยายไปทั่วโลกกับเรื่องจริงในชีวิตกลับแตกต่างกันยิ่ง

“ทุกวันนี้ลุงยังไม่ถูกนับว่าเป็นคนไทย รู้สึกเสียใจมาก ถ้าได้บัตรประชาชนคนไทยชีวิตคงมีความสุขมากขึ้น เพราะไปไหนมาไหนได้สะดวก ไม่ต้องกลัวตำรวจจับ” น้ำเสียงของลุงอาแม แซ่เบียว ฟังแล้วชวนหม่นหมองใจไปด้วย ผู้เฒ่าหนีภัยสงครามเข้ามาตั้งรกรากที่บ้านป่าคาสุขใจตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มน้อยเมื่อ 40 ปีก่อน

ลุงอาแมสืบทอดอาชีพช่างทำเครื่องเงินให้ชาวอาข่าซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยนอกจากบ้านป่าคาสุขใจแล้ว ชาวอาข่าในย่านนั้นตลอดจนข้ามฝั่งไปในเขตรัฐฉานจำนวนไม่น้อยต่างใช้บริการของลุงอาแม

“สั่งทำกันตลอด เขาเชื่อว่าลุงซื้อสัตย์ ไม่มีการเอาเงินผสมไปทำให้ เขาเลยบอกกันต่อๆ”ชุดแต่งกายและเครื่องประดับของผู้หญิงอาข่าพิถีพิถันมากโดยมีเงินเป็นองค์ประกอบที่สำคัญซึ่งมีทั้งเงินแท้และเงินผสม ดังนั้นจริยธรรมของช่างจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“ลูกๆก็ไม่มีใครอยากสืบต่อ ลูกชายคนโตพอทำได้ แต่ตอนนี้เขาก็ไปทำเบเกอรี่ขายแล้ว”ผู้เฒ่าวัย 67 ปีไม่ถึงกลับกลุ้มใจที่อาชีพช่างเงินไม่มีใครรับมรดก

ลุงอาแมมีลูก 7 คน หลาน 16 คน ส่วนใหญ่เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แบบโดยบัตรประชาชน ขณะที่ต้นไม้ใหญ่ที่ผลิดอกออกผลสู่สังคมกลับยังต้องถือบัตรประจำตัวคนต่างด้าวสีชมพู หรือชื่อเต็มว่าบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เพราะอาแมไม่ได้เกิดในเขตแดนประเทศไทย การเปลี่ยนสถานะต้องแปลงสัญชาติซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อน ที่สำคัญในมุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนไม่เห็นถึงความจำเป็นต้องเร่งรีบแก้ไขปัญหาให้คนเฒ่าคนแก่ที่ประสบปัญหาเช่นนี้

ถัดจากบ้านลุงอาแมไม่กี่หลัง นางหมี่ซะ อาซังกู่ กำลังตระเตรียมชุดแต่งกายตัวโปรดไว้ให้ลูกสาว นางเพลิดเพลินและพิถีพิถันในการจัดเรียงสมบัติแต่ละชิ้น

“พอได้แต่งชุดนี้แล้วมีความสุข เมื่อก่อนใส่ทุกวัน วันไหนไม่ได้ใส่แล้วรู้สึกเหมือนไม่สบาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้แต่งทุกวันแล้ว”นางหมี่ซะก็เช่นเดียวกับหญิงชาวอาข่าคนอื่นๆที่จำเป็นต้องปรับสภาพให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตเร่งรีบในสังคมยุคปัจจุบัน การแต่งชุดอาข่ามักทำกันในตอนที่มีงานสำคัญหรือได้รับการร้องขอจากทางการ

“มันเยอะ รวมน้ำหนักทั้งหมดแล้วหนักไม่ต่ำกว่า 5 กิโลกรัม ต้องใช้เวลาในการแต่งตัวพอสมควร” นางอธิบายเหตุผลที่ชุดอาข่าห่างหายสายตาไปจากหมู่บ้าน “ชุดนี้แค่เหรียญเงินอย่างเดียวก็ 40 เหรียญแล้ว”

นางหมี่ซะเข้ามาอยู่บนดอยแม่สลองเมื่อ 40 ปีก่อนและลูกหลานต่างก็ได้บัตรประชาชนไทยหมดแล้ว โดยแต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม แต่ต้นกำเนิดกลับถูกรัฐทิ้งไว้ข้างหลังและถือเพียงบัตรต่างด้าวสีชมพูเท่ากัน ทำให้สิทธิประโยชน์ต่างๆที่ควรจะได้รับในยามแก่เฒ่าขาดหายไปสิ้น แม้แต่การเดินทางไปเยี่ยมลูกหลานในต่างพื้นที่ก็ต้องยุ่งยาก

“ทำเรื่องขอสัญชาติไปแล้ว แต่ยังไม่ได้”นางหมี่ซะไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมนางถึงยังไม่ได้บัตรสักทีทั้งๆที่ลูกหลานกลายเป็นพลเมืองไทยนานแล้ว
เช่นเดียวกับลุงอาจา อ้างซาง ผู้เฒ่าชาวอาข่าวัย 72 ปีที่ระบายความรู้สึกว่า “ทุกคนในบ้านมีบัตรประชาชนหมดแล้ว ยกเว้นพ่อแม่”

ผู้เฒ่าเกิดในฝั่งรัฐฉานและอพยพมาอยู่บ้านป่าคาสุขใจเมื่อ 40 กว่าปีก่อนเช่นเดียวกับลุงอาแมและนางหมี่ซะ โดยลุงอาจาทำหน้าที่พ่อหมอประจำหมู่บ้านอาข่ามายาวนาน

“สมัยก่อนใครป่วย เราก็ต้องรักษาให้ แล้วแต่อาการ บางคนต้องให้ยา บางคนทำพิธีเรียกขวัญ”อดีตพ่อหมออาข่ารับผิดชอบงานของตัวเองอย่างเข้มแข็งเรื่อยมา จนชุมชนอยู่เติบใหญ่มาถึงปัจจุบัน เมื่อการแพทย์แผนใหม่เข้ามาทดแทน แกจึงลดบทบาทลง ขณะที่พ่อหมอกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลังเช่นเดียวกับคนเฒ่าคนแก่กลุ่มชาติพันธุ์อีกจำนวนไม่น้อย

หลายปีที่ผ่านมามูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) ร่วมกับนักวิชาการและผู้ปรารถนาดีอีกหลายองค์กรพยายามเข้าไปช่วยเหลือผลักดันให้ผู้เฒ่ากลุ่มนี้ได้รับสถานะเหมือนคนไทยทั่วไปเพราะเป็นที่ประจักษ์ว่าคนเล็กคนน้อยเหล่านี้ได้สร้างคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมายาวนาน แต่กลับถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง
ก่อนก้าวไปสู่นโยบาย 4.0 รัฐควรเหลียวกลับไปมองข้างหลัง

 

ขอบคุณแหล่งข่าว : http://transbordernews.in.th/home/?p=18146

หลายทศวรรษที่ผ่านมาเครื่องแต่งกายของชาวอาข่ากลายเอกลักษณ์ของคนบนดอยและคือความงามในความหลากหลายชาติพันธุ์ที่นักท่องเที่ยวชื่นชม เช่นเดียวกับวิถีวัฒนธรรมของชาวบ้านชนเผ่าต่างๆ ที่สร้างมูลค่าให้กับสังคมไทยมหาศาล แต่ภาพในโปสเตอร์อันงดงามที่โปรโมทขจรขยายไปทั่วโลกกับเรื่องจริงในชีวิตกลับแตกต่างกันยิ่ง

สำหรับเจ้าหน้าที่

   

จำนวนผู้เข้าชม

เริ่มนับตั้งแต่ วันที่ 1 ก.ค. 2554